SAKURA YAKUSA 24 END

Title : SAKURA YAKUSA
Paring : Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya
Yamashita Tomohisa X Tegoshi Yuya
Tachibana Keita X Chiba Ryohei
Nishigido Ryo X Uchi Hiroki

Author : Miharu_mimi


Chapter 24 End



ในที่สุดความสงบสุขก็กลับคืนมา บรรยากาศในห้องเรียนหลังเลิกเรียนที่ได้ยินเสียงดังจอแจของผู้คนที่พูดคุยกัน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนเป็นเพียงแค่ความฝัน ตอนนี้เขากลับมาเป็นเด็ก ม.ปลายธรรมดาๆอีกครั้งแล้วสินะ
"คาเมะจัง เดี๋ยวฉันจะไปรับพวกเด็กๆ แล้วจะแวะไปกินพาร์เฟ่ต์ที่หน้าสถานี จะไปกินด้วยกันมั้ย?!"
เสียงเจื้อยแจ้วของเพื่อนรักดังขึ้น ทำให้คนที่กำลังเหม่อมองซึมซับบรรยากาศปกติสุขของวันธรรมดาๆหันไปมองหน้าพร้อมยิ้มให้บางๆ เมื่อเห็นว่าเพื่อนตัวเล็ก และ คนตัวสูงที่คุ้นตาเดินมาพร้อมกัน
"เอาสิ" คาเมะยิ้มรับก่อนจะเก็บของเดินตามเพื่อนรักไป

ในร้านพาร์เฟ่ต์หลังเลิกเรียนเป็นแหล่งรวมของเหล่านักเรียนและคนหลายๆวัยมารวมตัวกัน บรรยากาศยิ่งสนุกสนานขึ้นเมื่อได้ยินเสียงน้องๆก็ยูยะ พูดคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน
แต่ถึงบรรยากาศจะครื้นเครงสักแค่ไหน มันก็ดูเหมือนจะขาดอะไรบางอย่างไป
"กลับคนเดียวได้ใช่มั้ย ให้พวกฉันไปส่งหรือเปล่า?"เสียงทุ้มของคนข้างตัวยูยะดังขึ้น
ยามะพีที่เมื่อก่อนคอยดูแลคาเมะอยู่ข้างกาย ตอนนี้ก็ได้กลับไปในที่ที่ตัวเองควรอยู่แล้ว
"ใช่ วันนี้ฮิโระจังต้องไปช่วยพี่เรียวออกจากโรงพยาบาล กลับคนเดียวจะไม่ปลอดภัยนะ" ยูยะช่วยเสริม และพวกน้องๆก็เห็นด้วย
"ไม่เป็นไรหรอ แค่นี้สบายมาก ทากิซาว่าซังก็บอกว่าช่วงนี้คงไม่มีอะไรอันตรายแล้ว"
คาเมะไม่ได้รั้นไปเอง แต่ทักกี้ได้บอกอย่างนั้นจริงๆ ช่วงนี้พวกตำรวจต่างตามหาตัวพวกลูกน้องของ ฮิโรโตะที่เหลืออยู่ ทำให้คนพวกนั้นน่าจะยังไม่ออกมาทำอะไรในเร็วๆนี้แน่
ยูยะมองไปบนใบหน้าของคาเมะก่อนจะถอนหายใจออกมา
"โอเคๆ รีบตรงกลับบ้านทันทีนะ ไม่มีอคานิชิซังอยู่ด้วยผมเป็นห่วง...เฮ้ย...." หลังจากพูดจบยูยะก็สะดุ้งกึกกับคำพูดของตัวเอง

ตายแล้ว!!
เผลอพูดคำต้องห้ามซะแล้ว

"อืมเข้าใจแล้ว"
คาเมะตอบรับด้วยรอยยิ้ม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะขอตัวจากไป


"ผมไม่น่าพูดแบบนั้นเลย...."
หลังจากคาเมะลับสายตาไป ยูยะก็ได้แต่เอ่ยออกมาเบาๆ โทษที่ตัวเองพูดไม่คิด
"ยามะพีรู้ไหม อาคานิชิซังจะกลับมาเมื่อไหร่?"
ยูยะหันไปถามคนที่อยู่ข้างๆกาย และได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าเบาๆ ทำให้ยูยะเป็นกังวลมากขึ้น

ตั้งแต่หลังงานเลี้ยงนั้นจบ อคานิชิ จิน ก็ได้หายตัวไป พอยูยะถามคาเมะ คาเมะก็ได้แต่บอกว่าจินกลับไปยังที่ของเขาแล้ว และคาเมะก็พยายามฝืนทำตัวปกติทั้งๆที่พวกเขาก็ดูออกว่ามันผิดจากคำว่าปกติไปมาก
"ไม่ต้องห่วงไปหรอก.... จิน ไม่มีวันทิ้งคุณหนู หมอนั่นยึดติดในตัวคุณหนูมากกว่าที่พวกเราคิดซะอีก...." ยามะพีมองตามแผนหลังของคาเมะไป ก่อนจะหันมายิ้มให้คนข้างๆตัวเองที่กำลังทำแก้มป่องเหมือนจะไม่พอใจอะไรบ้างอย่าง
"คาเมะจังไม่ใช่คุณหนูของยามะพีแล้วนะ แต่เป็น -เพื่อน- ต่างหาก ไม่จำเป็นต้องเรียกแบบนั้นแล้ว" ยูยะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองไม่พอใจ แก้มป่องๆนั่นทำให้ยามะพีรู้สึกหมั่นเขี้ยว จนต้องกดริมปากตัวเองลงไปจูบแรงๆที่แก้มของอีกคน

ฟอด !!!

ยูยะมองตาโตกุมแก้มของตัวเองไว้
"เข้าใจแล้ว ต่อไปนี้จะเรียกว่าคาเมะจังเหมือนที่ยูยะเรียกนะ"

"ว้าย!! พี่โทโมะหอมแก้มพี่ยูยะกลางถนนกลางวันแสกๆ!!" ยูมิ ร้องวีดว้ายออกมาอย่างชอบใจ
"ยังไม่ชินอีกหรอยูมิ" ยูกิพูดออกมาอย่างสบายๆเพราะเห็นบ่อยๆตอนอยู่บ้าน
"นี่สินะโลกของพวกผู้ใหญ่" ยูโตะวิเคราะห์
"ใช้แล้วละเด็กๆ นี่เป็นเรื่องธรรมดาของคนรักกัน"
ยามะพียืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ แต่คนที่ถูกหอมแก้มต่อหน้าทุกคนเนี่ยสิ แก้มแดงแป๊ดทั้งอาย ทั้งโมโห
"ยามะพี !! คุณอย่ามาพูดอะไรแปลกๆให้น้องๆของผมฟังนะ!!"
"น้องขอนายก็เหมือนน้องของฉันนั้นแหละ เพราะตอนนี้พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว นายเป็นคู่หมั่นของฉันนะ...." ยามะพียิ้มระรื่น ทำให้ยูยะนึกถึงข้อตกลงของยามะพี กับ นายใหญ่ยามาชิตะ

หลังจากยูริโกะ ถูกจับกุม เจ้าบ้านยามาชิตะจึงอยากรับลูกๆของยูริโกะมาเป็นลูกบุญธรรม และยามะพีได้ยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนเพื่อให้เขายอมรับเรื่องนี้
ด้วยเงื่อนไขของยามะพีคือ เทโกชิ ยูยะ จะต้องมาเป็นคู่หมั่นของเขา หลังจากพวกเขาเรียนจบ พวกเขาก็จะแต่่งงานกันทันที.... ดูจะเป็นคำขอขวานผ่าซาก แต่เจ้าบ้านยามาชิตะก็ไม่ได้คัดข้านอะไร ทำให้ตอนนี้พวกเขากลายมาเป็นคู่หมั่นกันโดยสมบรูณ์
ถึงจะรู้สึกหมั่นไส้อีกคนนิดๆ แต่ยูยะก็ไม่ปฎิเสธว่าเขามีความสุขกับเรื่องนี้มากแค่ไหน ยูยะเพียงค่อยๆเอื้อมมือไปกอบกุมมือของอีกคนไว้

"ขอบคุณครับ"

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
ขอบคุณที่รักยูยะ
ยูยะไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แค่มียามะพียืนอยู่ข้างๆ แค่ได้กอบกุมมือกัน แค่นี้ก็เป็นความสุขที่ไม่อาจจะหาอะไรมาทดแทนได้.........








ถึงจะสัญญากับยูยะไว้ว่าจะรีบตรงกลับบ้านทันที แต่คาเมะก็ยังเดินมาแวะแถวๆที่บ้านเก่าของตัวเอง
ใจหนึ่งก็จะมารอดูอาการของเรียว อีกใจหนึ่งก็อยากมาดูบ้านที่ตัวเองเคยอยู่อาศัยมาตลอด....
เพราะหลังจากวันนั้นที่ทักกี้ได้มารับเขามาอยู่ด้วย บ้านหลังนี้ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ตลอด จนไม่กี่วันก่อนทักกี้มาบอกว่ามีคนมาขอซื้อต่อ ทักกี้เลยมาถามเขาว่าจะให้ขายไหม เพราะว่าคงไม่ได้กลับมาที่บ้านหลังนี้แล้ว เพราะอย่างนั้นคาเมะเลยตัดสินใจขายมันไป
แต่อย่างไงที่ๆนี่ก็ยังเป็นแหล่งรวบรวมความทรงจำของเขา....

"อ่าวคาเมะจังมาทำอะไรที่นี่..." คาเมะหันไปตามเสียงของคนที่ทัก คนๆนั้นก็คือฮิโรกินั่นเอง
คาเมะไม่ได้แปลกใจที่เห็นฮิโรกิเดินมาพร้อมเรียว แต่กลับสงสัยว่าคนอีกสองคนที่เดินมาด้วยกัน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้

"ทาจิบานะซัง จิบะซัง?"

สองคนนี้ควรจะอยู่กับจินที่อเมริกาสิ
"ทำไมทำหน้าประหลาดใจแบบนั้นครับ พวกผมแค่ไปช่วยอุจิคุงไปรับนิชิกิโดซังกลับมาเท่านั้นเอง เพราะอย่างไงเขาก็เดือดร้อนเพราะอดีตคนของพรรคผม" เคตะเอ่ยทักออกไปเมื่อเห็นหน้าประหลาดใจของคาเมะ
"คุณกลับมาเพื่อเรื่องนี้เท่านั้นหรอครับ?"
เคตะยิ้มออกมา เขารู้ดีว่าในใจของคาเมะกำลังคิดอะไรอยู่
"เปล่าหรอกครับ ผมจะกลับมาอยู่ญี่ปุ่นถ่าวร ไม่รู้ว่าทากิซาว่าซังบอกคุณหรือยัง แต่คนที่มาซื้อบ้านของคุณคือพวกผมนั่นแหละ.... และผมไม่ใช่คนของพรรคโซเรียวคู่แข่งของพวกคุณอีกต่อไปแล้ว เพราะอย่างนั้นเรามาเป็นเพื่อนกันไว้ดีกว่านะครับ " เคตะอธิบายออกมาราวกับเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับคาเมะ เพราะในวันงานนั้นคาเมะเผลอไปได้ยินเรื่องที่จินคุยกับเคตะ

ในวันนั้นเคตะได้เอ่ยปากยกพรรคโซริวให้จิน

และในวันนั้นจินไม่ได้ตอบตกลงหรือปฎิเสธเคตะออกไป แต่สุดท้ายจินก็จากไปโดยไม่ได้พูดอะไรเลย
เขาก็ไม่รู้ว่าทักกี้จะรับรู้การตัดสินใจของจินมากน้อยแค่ไหน และเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป เพราะกลัวคำตอบที่ว่า จิน อาจจะไม่กลับมาอีก

การที่เคตะ กลับมาโดยไม่มีจินแบบนี้ อาจจะหมายถึง จินได้เลิอกที่จะกลับไปดูแลพรรคของตัวเองที่เคยจากมาสินะ

"คาเมะจัง"
ฮิโรกิเอ่ยออกมาอย่างตกใจ เมื่อเห็นปฎิกิริยาของคาเมะ

"เอ๊ะ..."

คาเมะลูบตรงใต้ตาที่มีน้ำใสๆไหลออกมา รู้สึกแปลกใจที่จู่ๆน้ำตาก็ไหล
"นายไปบ้านฉันกันไหมคาเมะ เอ่อขอบคุณทาจิบานะซัง กับ จิบะซังมากนะครับที่มาส่งผม อย่างไงพวกผมก็ขอตัวก่อน" เรียวไม่รู้ว่าทำไมคาเมะถึงมีปฎิกิริยาขนาดนี้ อาจจะเสียใจที่บ้านที่ตัวเองอยู่มาตลอดถูกขายแล้วก็ได้
เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เรียวจึงพยายามช่วยเท่าที่ตัวเองช่วยได้ โดยค่อยๆพาคาเมะไปบ้านของตัวเองแทน

"คุณไปแกล้งเขาทำไม?"
เรียวเฮที่ดูเหตุการอยู่เงียบๆ เอ่ยน้ำเสียงดุอีกคนเบาๆ
นี่เคตะยังชอบพูดแกล้งแหย่คนนั้นคนนี้เป็นเด็กๆไม่ยอมเปลี่ยน
"ฉันก็ไม่ทันคิดว่าเขาจะคิดมากเหมือนกัน" เคตะเพียงยิ้มออกมาอย่างไม่รู้สึกผิดอะไร ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปในบ้านที่ "พวกเขา " ซื้อไว้แล้ว .......

ใช่พวกเขา ไม่ใช่ของเขาคนเดียว


ที่เคตะมาซื้อบ้านหลังนี้ไว้เพราะ จินที่รู้ว่าสักวันหนึ่งต้องมีคนมาขอซื้อบ้านหลังนี้ แล้วคาเมะจะต้องยอมขายมันทั้งๆที่ไม่อยากขายแน่ๆ จินจึงได้ให้เขามาซื้อมันเอาไว้ก่อน
"คงต้องจ้างคนมาทำความสะอาดครั้งใหญ่แล้วมั้ง" เคตะมองสภาพบ้านที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้นาน ถึงเขาจะไม่ได้มีความคิดที่จะมาอยู่ แต่คงต้องช่วยดูแลมันตามที่พี่ชายคนละแม่ขอไว้
"แต่ต่อไปนี้ฉันต้องเป็นคนติดต่อเองแล้วสินะ......."
โดยที่ไม่ลิม เคตะค่อยๆหันไปยิ้มให้เรียวเฮที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง
หลังจากหกโมงเย็นของวันนี้เป็นต้นไป ถือว่าหน้าที่ของเรียวเฮที่ต้องดูแลอดีตหัวหน้าพรรคโซริวจะยุติลง

ทาจิบานะ เคตะ จะไม่ใช่หัวหน้าพรรคโซริวอีกต่อไป


"ถ้าคุณจะให้ผมติดต่อให้ตอนนี้ยังทันอยู่..... ยังเหลือเวลาอีก 6 นาที" เรียวเฮพูดพลางมองดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง
"เย็นชาจังนะ"
หลังจากนั้นระหว่างเคตะกับเรียวเฮก็ไม่มีบทสนทนาอะไรทั้งสิ้น ทั้งสองคนได้แต่ปล่อยผ่านเวลาให้ล่วงเลยไปจนครบกำหนดการ
"ได้เวลาแล้ว ผมต้องขอตัว....!!!"
เรียวเฮเอยลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะค่อยๆหันหลังกลับ แต่ไม่ทันที่จะได้เดินจากไป ข้อมือของเรียวเฮก็ถูกรั้งไว้ แล้วถูกใครอีกคนดึงเข้าไปกอดในอ้อมแขน

"ฉันอยากได้คำตอบจากนายตอนนี้ ถึงเรื่องที่เราเคยคุยกัน"

"คำตอบอะไรครับ?"

"คำตอบที่ว่านายจะอยู่ข้างๆฉัน"

"ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องอยู่ข้างๆคุณอีกแล้ว"

เคตะกระชับกอดอีกคนแน่นขึ้น ถึงคำพูดของเรียวเฮจะเย็นชา แต่เรียวเฮก็ไม่ได้มีท่าทางขัดขืนอะไรเลย
เคตะนึกภาพตัวเองที่ไม่มีเรียวเฮไม่ออก พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดตั้งแต่ยังเด็ก ตอนนี้ และเคตะก็ยังหวังว่าจะเป็นแบบนั้นในอนาคต
"ฉันมีเหตุผลมากพอที่จะผูกมัดนายไว้"
"ถ้าคุณยืนยันแบบนั้นก็ลองบอกให้ผมฟังสิครับ เผื่อว่ามันจะมากพอที่จะรั้งตัวผมไว้ได้" เรียวเฮยังคงทำใบหน้าเรียบเฉยพลางเงยหน้ามองคนสูงกว่าที่ยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาอย่างมันใจว่าเขาจะไม่ปฎิเสธเหตุผลนี้เด็ดขาด


"เพราะว่านายรักฉัน ...... และฉันก็รักนาย....."


"มันเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เมื่อก่อน จนถึงตอนนี้ นายคงไม่โง่พอที่จะปล่อยคนที่นายรักและรักนายไปใช่มั้ย?"
เป็นครั้งแรกที่เคตะเห็นอีกคนแย้มยิ้มออกมาบางๆ เหมือนได้เป็นอิสระจากพันธนาการของพรรคโซริวที่ผูกมัดพวกเขาไว้ด้วยกันในฐานะนายกับบ่าว
"ครับ เป็นเหตุผลที่ผมยอมรับได้"
ถึงแม้จะอายจนหน้าแดงก่ำแต่เรียวเฮก็ยังคงจ้องตาเคตะเพียงเพื่อจะสือให้อีกคนได้รู้ว่านั่นคือความรู้สึกที่เรียวเฮเก็บไว้มาตลอดจริงๆ
"งั้นก็พูดคำว่ารักหวานๆให้ฟันหน่อยสิ"
เคตะค่อยๆก้มหน้าจนปลายจมูกของพวกเขาแทบจะชนกัน ไม่ใช่เรียวปากบางที่ยิ้มแย้ม แม้แต่แววตาของอีกคนก็ช่างดูยั่วยวน
เรียวเฮเพียงขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ และเอ่ยคำว่า "รัก" เบาๆแต่มันกับดังก้องไปทั่วหัวใจของพวกเขาทั้งสอง ก่อนจะสัมผัสริมฝีปากของคนตัวสูงกว่าอย่างที่เขาปรารถนามาตลอด

ให้มันยาวนาน เนินนาน อย่างที่เขาโหยหามันมาตลอด................








"โอเคขึ้นแล้วใช่ไหมคาเมะ?" เรียวถามอาการของคาเมะหลังจากที่พวกเขาเข้ามาในบ้านเรียบร้อยแล้ว
น้ำตาของคาเมะหยุดไหลแล้ว อีกคนยิ้มรับได้เหมือนเดิม แต่เรียวก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ
"ผมโอเคขึ้นแล้ว พี่เรียวรีบไปพักผ่อนเถอะ เดินทางมาเหนื่อยๆ แล้ววันนี้คุณลุงคุณป้ายังไม่กลับมาอีกหรอ?" คาเมะถามถึงพ่อกับแม่ของเรียว
"วันนี้พวกท่านกลับดึกหนะ จะรออยู่ทักทายไหม จะได้กลับพร้อมฮิโระ วันนี้พวกเรามีนัดทานข้าวกัน"
"แบบนั้นผมไม่กวนดีกว่่า เอาไว้วันหลังผมจะมาทักทายคุณลุงคุณป้าอีกทีแล้วกัน" ยังไม่ทันที่จะได้เขามาพักท่านน้ำให้หายเหนือยคาเมะก็เอ่ยปากขอตัวซะแล้ว
"งั้นให้ผมกลับด้วยดีกว่าไหมครับ" ฮิโรกิเสนอตัว ถึงจะนัดกับที่บ้านของเรียวว่าจะกินข้าวเย็นด้วยกันแล้วก็ตาม แต่เขายังอดจะเป็นห่วงคาเมะไม่ได้ ฮิโรกิพอจะรู้ดีว่าเพราะอะไรทำไมคาเมะถึงร้องไห้เมื่อครู่
"ไม่เป็นไร นัดกับผู้ใหญ่ไว้แล้ว ถ้าเลื่อนนัดจะดูไม่ดี ผมกลับคนเดียวได้" คาเมะปฎิเสธ จนสุดท้ายเรียวกับฮิโรกิจำเป็นต้องยอมดูแผ่นหลังของคาเมะจากไป

"ผมเป็นห่วงคาเมะจัง" ฮิโรกิแสดงความกังวลออกมาทางสีหน้า
"ไม่เป็นไรหน่า คาเมะเข้มแข็งกว่าที่พวกเราคิดไว้เยอะ" เรียวพูดพลางโอบบ่าอีกคนเบาๆ
"เราไปทำข้าวเย็นกันดีกว่า เดี๋ยวพ่อกับแม่คงกลับมาค่ำๆหน่อย"
"อืม"
ฮิโรกิรับคำพลางเดินตามเรียวเข้าห้องครัวไป ถึงจะเป็นห่วงคาเมะอยู่ก็ตาม แต่เขารู้ดีว่าคาเมะเข้มแข็งกว่าตนมาก คาเมะต้องผ่านมันไปได้ แล้วพบเจอกับเรื่องดีๆ เหมือนตอนนี้ที่เขาได้อยู่กับเรียว หลังจากที่เขาพยายามหนีมาตลอด

อะไรมันจะเกิดขึ้นในอนาคตฮิโรกิไม่รู้
ฮิโรกิเพียงต้องการใช้เวลาในตอนนี้เก็บเกี่ยวความสุขให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้








หลังจากที่คาเมะเดินออกมาจากบ้านของเรียวแล้ว คาเมะก็ตั้งใจจะกลับพรรคทันที ระหว่างทางนั้นคาเมะได้เดินผ่านสนามเด็กเล่นที่ตัวเองชอบมาเล่นยามเด็กบ่อยๆ เวลาเย็นใกล้ค่ำแบบนี้คงจะไม่มีเด็กคนไหนอยู่แล้ว แต่สายตาของคาเมะก็ไปเห็นใครบางคนที่ยืนอยู่

ร่างสูงที่ยืนหันหลังให้อยู่นั้นช่างดูคุ้นตา...

ไม่รู้ว่าทำไม เท้าของเขาถึงสาวเท้าเขาไปหาเองโดยที่ตนเองไม่ทันได้รู้ตัว
มือเรียวค่อยๆเอื้อมออกไปเพื่อจะแตะแผ่นหลังของอีกคน แต่ยังไม่ทันที่ได้สัมผัสคนตรงหน้าก็หันมาก่อน

"ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ครับคุณหนู?"

เสียงทุ้มของร่างสูงเอ่ยขึ้น ทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงของคนตรงหน้าตั้งนานแต่เขากลับจำได้ดี
"ผมต่างหากต้องถามว่าอคานิชิคุงมาอยู่ที่นี่ได้ไง คุณอยู่อเมริกาไม่ใช่หรอ?"
ทั้งๆที่เห็นว่าอีกคนอยู่ตรงหน้า แต่กับไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นอยู่นั่นเป็นความจริงหรือเปล่า
"ผมพึ่งกลับมาถึงวันนี้นะครับ พอดีคิดถึงที่นี่เลยแวะมาดู อีกสักพักคงจะกลับไปที่พรรคแล้ว... ทิ้งงานมาตั้งนานไม่รู้ ทักกี้จะว่าอะไรไหม"
"ไม่...ไม่ใช่"
"ครับ?"
"แล้วพรรคโซริวละ อคานิชิคุงกลับไปเพื่อรับตำแหน่งพรรคโซริวไม่ใช่หรอ" คาเมะรู้สึกสับสน จินพูดเหมือนจะกลับไปที่พรรคซากุระ แต่เคตะได้ยกตำแหน่งหัวหน้าพรรคโซริวให้จินแล้วนิ เขากำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่หรอ
"ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคโซริวตั้งนานแล้วครับ"
"ห๊ะ? แล้วที่อคานิชิคุงไปอเมริกานั่นละ?"
"ผมแค่ไปทักทายคุณพ่อเท่านั่นแหละครับ ส่วนพรรคโซริว สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ยุบตามความต้องการของเคตะ แต่ได้หาผู้สืบทอดที่เหมาะสมขึ้นมาแทนแล้วครับ"

อย่างนั้นเองหรอ.............
นี่คาเมะเข้าใจผิดมาตลอดเลยหรือไงว่าจินจะไปรับตำแหน่งพรรคโซริวแล้วไม่กลับมาหาเขาอีก

น่าอาย น่าอายจริงๆ

แต่ความเข้าใจผิดของคาเมะมันก็น่าอายไม่เท่าคำพูดของจิน หลังจากนั้น

"ผมไม่สามารถทิ้งพรรคซากุระที่มีคุณหนูไปได้หรอครับ ถึงจะซาบซึ้งในบุญคุณของทักกี้ แต่เหตุผลที่ผมอยู่ที่นี่มีเพียงแค่คุณหนูคนเดียวเท่านั้น"



ราวกับกำลังถูกบอกรัก...........




ใบหน้าของคาเมะแดงก่ำ กับคำหวานจากปากอีกคน
"ผมขออนุญาติสัมผัสคุณหนูได้ไหมครับ"
"เอ๋!!"
"แค่สัมผัสนะครับ" คาเมะทำท่าทางเก้ๆกังๆเหมือนจะทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยอมพยักหน้า
จินค่อยๆเอื้อมมือแตะลงที่ผิวแก้มของคาเมะบางๆ จนทำให้คาเมะรู้สึกได้ถึงอุณภูมิร่างกายของจิน

แค่เพียงถูกสัมผัสเบาๆ หัวใจของคาเมะก็เต้นโครมคราม

หลายวันที่จินหายไป คาเมะถึงได้รู้สึกตัว ว่าได้มีใครคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในใจของเขาโดยไม่ทันที่รู้ตัว เป็นความรู้สึกที่ไม่เหมือนคนอื่น ไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกับที่คาเมะรู้สึกให้ทักกี้ ไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกับที่คาเมะ มีให้ยูยะ ยามะพี ฮิโรกิ หรือเรียว
เป็นความรู้สึกที่มันรุนแรงกว่านั้น โหยหากว่านั้น และต้องการมากกว่านั้น
ตอนนี้คาเมะอยากจะคว้าร่างสูงเข้ามากอด กอดให้แน่นสมกับที่ไม่ได้เจอหน้าอีกคนเป็นเวลานาน
ถ้ามีแค่ความรู้สึก คาเมะคงจะเข้าไปกอดอีกคนไว้แล้วแน่ๆ แต่สมองของคาเมะยังสั่งให้เพียงแค่ยืนอยู่นิ่งๆ เพราะถ้าทำแบบนั้นมันอาจจะแปลกเกินไปก็ได้

เขากับจินเป็นอะไรกันแน่ คุณหนูเล็ก
และ ผู้ติดตามงั้นหรอ?
ถ้าเป็นแค่นั้นจริง ทำไมเขาต้องเป็นห่วง ทำไมเขาต้องคิดถึง ทำไมเขาต้องโหยหา
แล้วทำไมตอนนั้นจินถึงได้........จูบ เขาละ

จินลอบขำกับอาการเกร็งของคนตรงหน้า
จินนะรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีให้คาเมะดี มันไม่ใช่แค่ความภักดีที่มีให้กับน้องชายของหัวหน้าพรรค
ตั้งแต่ครั้งแรกที่จินเจอคาเมะที่นี่ ตอนที่พวกเขายังเด็กกว่านี้มาก
จิน เรียกมันว่า "ความรัก " มาตลอด
จินเพียงอยากทะนุถนอม และดูแลคาเมะไปเรื่อยๆ แต่ในเมื่อมันคือรัก มันจึงไม่สามารถหยุดได้เพียงแค่อยู่ข้างๆ หรือเฝ้ามอง เขาอยากทั้งจ้องตา พูดคุย หรือสัมผัส และเขาคงจะทนไม่ไหวถ้ามีคนที่ได้รับสิทธินั้นแทนที่จะเป็นเขา

คาเมะมองหน้าจินตาค้าง แทบหยุดหายใจเมื่อนิ้วหัวแมามือของจินลูบริมฝีปากของตนเบาๆ
"ถ้าผมจะขอสัมผัสตรงนี้ด้วยละ คุณหนูจะอนุญาติไหม........"
"อคานิชิคุง..."
"จินครับ เรียวผมว่าจิน สิครับ คุณหนูคาซึยะ....."

"จิน......."

ไม่ทันที่คาเมะจะอนุญาติ หรือ ปฎิเสธ จินค่อยๆโน้มหน้าของตัวเองลงไปสัมผัสริมฝีของอีกคนเบาๆด้วยริมฝีปากของตัวเอง เมื่อไม่ถูกอีกคนปฏิเสธ จินเพียงเน้นย้ำจูบลงไปอีกครั้ง

เสียงหัวใจเต้นแทบจะระเบิดอกมาจากอก
คำพูดและการกระทำของจินทำให้อุณหภูมิในตัวของคาเมะร้อนขึ้นจนตาลาย ร่างกายเริ่มอ่อนยวบยาบจนแทบยืนไม่อยู่

"ขี้โกง"
คาเมะร้องออกมาเพื่อขอความเป็นธรรม คาเมะไม่รู้ว่าจินจูบคาเมะด้วยความรู้สึกอย่างไง ถึงจะเป็นอย่างนั้นมันก็รู้สึกทำให้คาเมะใจเต้นแรง ตื่นเต้นกว่ายามปกติ รู้สึกหอมหวาน แล้วเหมือนถูกเย้ายวน
"ผมไม่รู้ว่าอคานิชิคุง จูบ ผมเพราะอะไร แต่ผมไม่สามารถปฎิเสธมันได้เพราะมันมาจากอคานิชิคุง..........."

"ผมคิดว่าผมน่าจะ - ชอบ - อคานิชิคุงเข้าแล้วละ"

เมื่อความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกมันแทบจะล้นทะลักออกมา คาเมะทำได้เพียงแค่พูดในสิ่งที่ตัวเองปรารถนาจะพูด

"ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทุกครั้งที่ผมหันไปมองข้างกาย ที่ตรงนั้นต้องมีอคานิชิคุง ยามที่ผมเจอเรื่องอันตราย คนที่ผมอยากจะให้มาช่วยก็เป้นอคานิชิคุง และเมื่ออคานิชิคุงไม่อยู่ ผมถึงได้รู้ว่าคุณสำคัญกับผมแค่ไหน ผมต้องชอบ ชอบๆๆๆๆ อคานิชิคุงมากแน่ๆ มากจนผมไม่รู้จะทำอย่างไง ในอกผมเม้นเต้นจนแทบจะระเบิด ผมดีใจที่คุณกลับมา ผมมีความสุขที่ได้เห็นหน้า ผมชอบจูบของคุณผม.........."
ไม่ทันที่คาเมะจะบรรยายความรู้สึกออกมจนหมด ริมฝีปากของจินก็ประกบจูบลงกับริมฝีปากของคาเมะอีกครั้ง
ครั้งนี้มันลึกซึ้งและเร้าร้อนกว่าที่คาเมะเคยเจอ ลิ้นร้อนของอีกคนแทรกเข้าไปในริมฝีปากของคาเมะ สัมผัส ตวัดหยอกล้อจนคนที่ถูกสัมผัสแทบจะทนไม่ไหว ละลายหายไปเพราะความเร้าร้อนนี้
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่จินยอมถอดริมฝีปากออก เพราะเหมือนร่างบางจะขาดอากาศหายใจ และเพราะเหมือนร่างนั้นจะยืนไม่ไหว จินจึงทำได้เพียงโอบกอดประครองร่างของคาเมะไว้ให้ร่างกายแนบสัมผัสกันมากขึ้น

"อยู่กับผมตลอดไปนะคุณหนู......."
"ผมรักคุณ...."

เสียงทุ้มที่ดังอยู่ข้างหูทำเอาคาเมะที่เริ่มขาดสติรู้สึกตัวอีกครั้ง
คาเมะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองจินที่มองมาที่ตัวเองเช่นกิน ใบหน้าของจินตอนนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มวิเศษที่สุดเท่าที่คาเมะเคยเห็นมา และเขาไม่สามารถปฎิเสธมันได้

"ครับช่วยดูแลผมด้วยครับ"


และนี่คือเรื่องราวของผม คาเมนาชิ คาซึยะ เด็กหนุ่มอาภัพธรรมดาๆ ที่มีพี่ชายเป็นยากูซ่า การที่เขาได้ไปอยู่กับพี่ชายทำให้เจอเรื่องประหลาดๆ และอันตราย ที่เขาไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เจอ
และเขาก็ได้เจอคนๆหนึ่ง คนที่คอยปกป้องเขา คนที่ดูแลเขา และรักเขาที่สุดเช่นกัน.............


+++ Happy Ending +++


จบแล้วครับฟิค มหากาฬที่แต่งตั้งแต่สมัยเรียน ม.5 จนถึงปัจจุบัน ทำงานมาได้4-5 ปีแล้ว
ตอนจบนี้พยายามเค้นความโรแมนติกที่มีอยู่น้อยนิดออกมาจยหมดแล้วครับ ได้แค่นี้แหละ แหะๆ
โดยเรื่องนี้เริ่มแรก ตั้งใจให้เป็นฟิค คอมมาดี้ ฮาๆ คลายเครียด แต่ด้วยความที่แต่งๆ หยุดๆ
สำนวนการใช้ภาษา สรรพนามในเรื่อง นิสัยตัวละคร และ โครงเรื่องช่วงหลัง เลยเพี้ยนไปจากเดิม
ถ้าใครอ่านรวดเดียวจบ คงจะรู้สึกว่าเป็นคนละคนกันแต่งแน่ๆ ไม่นะ คนเดียวกันถูกแล้วววว
เพราะช่วงหลังๆมานี่เราถนัดแต่งแนวซีเรียส ตราม่า มากกว่าคอมมาดี้ เหมือนช่วงแรกๆที่เราเริ่มแต่งฟิก
เรื่องนี้มันเลยตลกโปกฮาตอนแรก และเครียดตอนกลาง ตัดให้โรแมนติกตอนท้าย

สุดท้ายเราขอขอบคุณคนที่ยังเขามาคอยมองดูฟิกเราในบล็อคเสมอๆ ใจเราอยากให้ทุกคนที่เคยอ่านเรื่อง
สมัยที่ยังลงในบอร์ด และรอคอยเรื่องนี้ได้อ่านถึงตอนจบของเรื่อง ถ้าสักวันเขาหลงเข้ามาเจอคงดี
สุดท้าย ขอบคุณจริงๆครับ ที่ติดตาม

เรื่องหน้าเราขอปั่น OH MY BABY ภาคเคะเรียวให้จบก่อนนะตรับ
แล้วจะมาปั่น魔法のメロディ ให้จบก่อนวันเกิดยูยะ (วันเกิดปีไหนละเนี่ย 55555555)

SAKURA YAKUSA 23

Title : SAKURA YAKUSA
Paring : Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya
Nishigido Ryo X Uchi Hiroki
Author : Miharu_mimi
Chapter 23



วันนี้นายหญิงของบ้านยามาชิตะ ดูจะมีความสุขมากกว่าทุกวัน หลังจากเมื่อเช้าเธอได้รับสายจากคนคุ้นเคยว่าสิ่งที่เธอให้อีกคนทำนั้นสำเร็จไปด้วยดี จากนี้ก็เหลืออีกไม่กี่อย่างที่เธอต้องจัดการ ที่เหลือก็แค่ตาแก่ กับเด็กที่น่ารำคาญอีกไม่กี่คน
แต่เสียงที่ดังจอแจตรงห้องโถงใหญ่ของบ้านทำเอาเธอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นจนอดที่จะเดินไปดูไม่ได้ และสิ่งที่เธอเห็นก็ทำเอาดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง

เป็นไปได้อย่างไร....... เป็นไปได้อย่างไร........

เจ้าเด็กสองคนนั้น.....

เด็กสองคนนี่ยังไม่ตาย!!!!

"ยูโตะ ยูมิดีใจจังเลยที่ทั้งสองปลอดภัย" พี่คนโตของบ้านเทโกชิพูดขึ้นพลางกอดน้องๆของตัวเองเอาไว้แน่น นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม แต่เมื่อนึกขึ้นถึงอะไรบางอย่างที่สำคัญได้ก็เอ๋ยปากออกไป
"แล้วคาเมะจังละครับ...."
"คุณหนูคาเมนาชิปลอดภัยดีครับไม่ต้องเป็นห่วง อีกไม่นานก็ได้เจอกันครับ"
"....ขอบคุณครับ เคตะซัง"
ถึงจะยังเป็นกังวลอยู่ แต่ยูยะก็เลือกที่จะเชื่อคำพูดของเคตะที่ช่วยเหลือตนเองมาตลอด
"ไม่ต้องขอบคุณผมหรอครับ ขอบคุณโทโมะจัง กับเรียวเฮดีกว่า... " ร่างสูงพูดพลางหันไปมองคนสนิทที่หายตัวไปหลายวัน แต่ตอนนี้กลับมายืนข้างๆเคตะอีกครั้ง
"ขอบคุณครับจิบะซัง แล้วยามะพี..."
"เขายังมีงานต้องทำอยู่ เดี๋ยวอีกไม่นานคงกลับมา" เรียวเฮเพียงตอบเรียบๆตามแบบฉบับของตัวเอง ยูยะได้แต่พยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะถูกร่างสูงบอกให้พาน้องๆที่มาถึงไปพักผ่อน


"มันเกิดอะไรขึ้น..?!.."
หญิงสาวมองดูสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างตกใจ สิ่งที่เธอได้ยินมากับสิ่งที่เห็นทำไมถึงได้ขัดแย้งกันไปหมด...

หญิงสาวรีบสาวเท้าเดินเลี่ยงไม่ให้คนกลุ่มใหญ่ในห้องโถ่งที่กำลังจะเคลื่อนตัวสังเกตเห็น แต่มันคงช้าไปเพราะเคตะเห็นว่าเธอแอบดูพวกเขาตั้งแต่แรก
หญิงสาวที่เดินเลี่ยงมารีบหยิบมือถือโทรไปเบอร์ที่พึ่งว่างสายจากกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

"ฮิโรโตะนี่มันหมายความว่าอย่างไง!!"

หลังจากปลายทางรับสายเธอรีบตะหวาดเสียงลงไปทันที
"จะเรื่องอะไรอีก ก็เด็กสองคนนั้นไง!! ไหนนายบอกว่าจัดการพวกมันให้ฉันเรียบร้อยแล้วไง ทำไมมันถึงโผล่หน้ามาที่นี่ได้?!" เหมือนปลายสายจะงงๆกับเรื่องที่เธอกำลังพูด
"ฉันไม่ยอม ฉันทำตามที่นายบอกทุกอย่าง ทั้งวางยาตาแก่นั่น จ้างคนไปทำร้ายลูกชายของมัน แล้วไหนจะเรื่องอื่นๆอีก อย่างไงนายต้องจัดการเรื่องทั้งหมดให้ฉัน รีบมาที่นี่แล้วจัดการทุกคนซะ........"


"เรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง....."


!!!!


หญิงสาวรีบกดวางสายเมื่อได้ยืนเสียงของใครบางคนที่อยู่ด้านหลัง และภาพทั้งหมดก็ทำให้เธอต้องเบิกตาโตอย่างตกใจ

"ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะโหดร้ายอย่างนี้ยูริโกะ"
"คุณ... คุณกำลังเข้าใจผิดนะคะ......."
"เรื่องทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว"
"ไม่จริง คุณกำลังเข้าใจฉันผิด..... คุณโดนพวกมันกรอกหูมาใช่ไหม...." ยูริโกะรีบแก้ตัวกับชายวันกลางคนที่นั่งอยู่บนรถเข็น พร้อมชี้โทษไปยัง เคตะ กับ มิโอะ ที่อยู่ด้านหลัง
"ฉันได้ยินที่เธอพูดหมดทุกอย่างแล้ว จะแก้ตัวตอนนี้มันก็สายไปแล้วละ เธอมันโหดร้ายจริงๆ กับฉันนะไม่เท่าไหร่ แต่เธอตั้งใจจะฆ่าลูกในไส้ตัวเองนี่.....เธอทำได้อย่างไง......"

"พวกมันไม่ใช่ลูกฉัน!!!"

ท่าทีของยูริโกะดูแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
" ลูกของผู้ชายพวกนั้น ฉันไม่คิดว่ามันเป็นลูกหรอก!!!"ยูริโกะพูดออกมาอย่างเจ็บแค้น

ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นหญิงสาวที่มีความรัก....
คนรักคนแรกของเธอเป็นอาจารย์ในโรงเรียน เธอคิดว่าเธอกับเขารักกันมาก จนกระทั้งเธอตั้งท้อง... หลังจากที่เขารู้ว่าเธอท้อง อาจารย์คนนั้นก็ลาออกจากโรงเรียนไปโดยที่ไม่ติดต่อเธอกลับมา ปล่อยให้เธฮต้องอุ้มท้องท่ามกลางสายตาของคนรอบข้าง และในที่สุดเธอก็คลอดลูกน้อยเพียงลำพัง เธออยู่ในสภาพนั้นหลายปี จนแม่ของเธอทนเห็นลูกตัวเองอยู่ในสภาพนี้ไม่ไหว จึงอาสารับเลี้ยงลูกชายของเธอให้ และให้เธอได้กลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมได้อีกครั้ง
หลังจากนั้นเธอก็ไปทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ถึงเธอจะเรียนไม่จบม.ปลาย แต่เขาก็รับเธอเข้าทำงาน เธอได้เริ่มต้นมีรักครั้งใหม่อีกครั้งกับหัวหน้าแผนก โดยเธอก็รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว แต่หัวหน้าแผนกยืนยันกับเธอว่าเขาจะเลิกกับภรรยาและเลือกเธอ หลังจากที่เธอได้ตั้งท้องลูกของเขา เขาก็ยกเงินก้อนหนึ่งเพื่อให้เธอออกจากที่ทำงาน และออกไปจากชีวิตของเขา เธอจึงต้องกลับมาหาแม่ของเธออีกครั้ง เธอคลอดลูกคนที่สอง และฝากให้แม่ของเธอดูแล
กับคนรักคนที่สามเธอคิดว่านี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย เธอแต่งงานกับผู้ชายคนใหม่โดยโกหกว่าเธอยังไม่เคยมีลูกมาก่อน ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เธอมีลูกแฝดชายหญิง มีครอบครัวที่อบอุ่น แล้วทุกอย่างก็จบลง เมื่อสามีของเธอโดนหลอกให้ซื้อหุ้นที่กำลังจะล้ม ทำให้สามีของเธอหมดเนื้อหมดตัว สามีที่แสนดีกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ ทำร้ายร่างกายเธอ ติดเหล้า เล่นการพนัน และสุดท้าย เมื่อรับความล้มเหลวทั้งหมดในชีวิตไม่ได้ เขาก็ฆ่าตัวตาย ทิ้งเธอกับลูกๆไว้
ครั้งนี้เธอตัดสินใจ เธอจะไม่ยอมให้ความรักมาทำร้ายชีวิตเธออีก เธอจึงนำลูกฝาแฝดชายหญิงของเธอไปฝากไว้ให้แม่ของเธอเลี้ยงอีกครั้ง คราวนี้เธอจะเลือกแต่ผู้ชายที่มั่งมี เธอจะไม่ยอมให้ความรักหลอกเธอ เธอจะต้องยึดทุกอยากมาเป็นของเธอ และสามารถอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ เพราะในโลกนี้ไม่มีใครที่จะดูและเธอได้นอกจากตัวเธอเอง....

กว่าจะมาเจอขุมเงินก้อนใหญ่แบบนี้ได้ รู้ไหมเธอต้องพยายามแค่ไหน แล้ววันนี้มันจะพังลงมาเพราะเจ้าเด็กพวกนั้นนะหรือ!!!


"เด็กพวกนั้นไม่น่าเกิดมา ไม่น่าเกิดมาเลย!!!"


"ฉันเกลียดพวกมัน !!!"


ยูริโกะร้องออกมาอย่างเสียสติ โชดดีที่เคตะบอกให้พวกยูยะพายูโตะ และยูมิไปพักผ่อนโดยให้เรียวเฮเฝ้าไว้ไม่ให้ใครออกมา

ถ้าเกิดพวกยูยะมาเห็นแม่แท้ๆที่เกลียดชังตัวเองขนาดนี้ละก็....
คงจะรู้สึกแย่ไปตลอดชีวิตแน่ๆ.....










ฮิโรตะรู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของยูริโกะที่โทรมา เขามั่นใจว่าเขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมองไปยังนักฆ่าที่เขาจ้างมา จริงๆเขาก็รู้สึกแปลกใจนิดๆ ทั้งๆที่ตอนแรกเขาจ้างนักฆ่ามาสองคน แต่ตอนนี้กลับเหลืออยู่คนเดียวที่อยู่ตรงหน้าเขา และถ้าพิจราณหน้าตาของนักฆ่าที่อยู่ตรงหน้าให้ดี เขาก็นึกออกโดยทันทีว่าเขาคงโดนตลบหลังซะแล้ว

"หึ หึ หึ เป็นแผนของอิเดอากิ สินะ คุณหนูยามาชิตะ...." คนที่ถูกเอ่ยชื่อดูจะไม่ตกใจ พลางค่อยๆถอดแว่นดำ และ เอฟเฟคที่ใช้ปลอมตัวออก
"ดูออกแล้วหรือครับ"
"ฉันคงมัวแต่ระแวงว่าเจ้าฮิโตชิจะหักหลัง จนไม่ได้คัดกรองคนอื่นดีๆ แล้วตามดมกลิ่นมาถึงนี่ได้อย่างไรละ ฉันมั่นใจว่าตัดขาดการติดต่อของฮิโตชิกับพวกนายหมดแล้ว และหมอนั่นก็ไม่มีท่าทางพิรุธอะไร..." ฮิโรโตะเพียงแค่นั่งท้าวค้างมองไปยังยามะพีที่ลอกคลาบจากการปลอมตัวเรียบร้อยแล้ว
"คุณคิดว่าจินจะภักดีกับคุณ เพียงเพราะคุณมีคาเมะจังอยู่ในมือนะหรือ.... คุณคิดผิดแล้วละ ก่อนที่จินจะมาหาคุณเขาได้ติดต่อพวกเราให้แอบสะกดลอยตามเขาอยู่ห่างๆ เพราะหลังจากนี้คุณคงไม่ให้พวกเราแอบติดต่อกันได้อยู่แล้ว"
"แล้วอย่างไงละ ตอนนี้พวกนายสามคนจะหนีออกไปจากรังของฉันอย่างไง" ฮิโรโตะเอ่ยถามอย่างเป็นต่อ แต่ยามะพีก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวคนที่อยู่ตรงหน้าซะเท่าไหร่ ไม่นานฮิโรโตะก็เริ่มได้ยินเสียงโหวกเหวกจากลูกน้องของเขาคนอื่นๆ


"ไฟไห้ม!!!"


"ไฟไหม้ ไฟไหมทางทิศใต้เกือบหมดแล้ว!!!!!!!!"


"ผมไม่เคยบอกว่าผมลอบเข้ามาเพียงคนเดียว และ พวกเราไม่ใช่ตำรวจที่จะจับจับกุมคุณเขาคุก ยากุซ่าก็มีวิธีของยากุซ่าอยู่แล้ว...." ยามะพียิ้มที่มุมปากนิดๆอย่างเป็นต่อ
เรื่องที่ได้ยินทำให้ฮิโรโตะรู้สึกโมโหมากที่เสียท่าเข้าจนได้ พรรคที่เขาก่อตั้งมาหลายปี จะมาจบสิ้นแบบนี้ไม่ได้
ร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ค่อยๆหยิบปืนที่ซ่อนไว้ทางด้านหลังขึ้นมาแล้วเล็งปืนไปที่คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า




ปัง!! ปัง!!!



"อคานิชิตุง....."

ร่างบางร้องเรียกคนตัวสูงกว่าที่กำลังวิ่งอยู่เบื้องหน้าโดยไม่ลืมที่จะจูงมือเขาเอาไว้ หลังจากได้ยินเสียงตะโกนว่าไฟไหม้ จิน ก็รีบพาเขาออกมาทันที แต่เสียงดังแบบนี้คงไม่ใช่เสียงไม้ที่ติดไฟหรอกมั้ง ทำไมถึงทำให้รู้สึกกังวลแบบแปลกๆ
"คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วง พวกหัวหน้าน่าจะรออยู่ข้างนอก..."
"ทากิซาว่าซัง??"
"ใช่"
"ทำไมทากิซาว่าซังมาอยู่ที่นี่ได้?" คาเมะรู้สึกมึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทั้งเรื่องที่ถูกลักพาตัว เรื่องที่จู่ๆจินก็โผล่มา และเรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้นกับยูโตะ และยูมิ
"หลายวันนี้พวกเราได้แฝงตัวเข้ามาอย่างเงียบๆ และนักฆ่าที่คุณหนูเจอในห้องของยูโตะกับยูมิเมื่อวาน ก็เป็น ยามะพี กับ เรียวเฮ ที่ปลอมตัวเข้ามาช่วย แต่ห้องของคุณหนูถูกติดกล้องวงจรปิด และเครื่องดักฟังอยู่ผมเลยไม่ได้บอกไป.....ขอโทษนะครับ"
เมื่อได้ยินว่าเด็กทั้งสองปลอดภัย คาเมะก็รู้สึกดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้แทบไม่อยู่ นอกจากนี้ จินก็ไม่ได้ทรยศพวกเขาด้วย

"คุณไม่ได้ทรยศพวกเรา......"

"ผมไม่มีทางทรยศคุณ"

ระหว่างทางที่วิ่งผ่านมา คาเมะรู้สึกร้อนจากไฟที่บุกบามมาอย่างรวดเร็ว
แต่คาเมะก็มันใจว่าพวกเขาจะผ่านมันไปได้

"จิน!! คุณหนู!!!"

"ยามาชิตะคุง! "

คาเมะหันไปเห็นยามะพีที่วิ่งมาทางพวกเขา
"ระวังตัวกันด้วย หมอนั่นหนีไปได้!!"
ยามะพีร้องบอก จินพยักหน้าอย่างเข้าใจ คาเมะเพียงหันไปมองจินกับยามะพีสลับกันอย่างสงสัยว่าหมอนั่นที่พูดถึงคือใคร
ระหว่างที่ฮิโรโตะรู้ว่าคฤหาสน์ของตัวเองถูกวางเพลิง เขาได้ชักปืนออกมายิ่งไปทางยามะพีเพื่อที่จะหลบหนี และก็สามารถหนีไปได้สำเร็จจริงๆ...
ไม่นานนักทั้งสามคนก็หนีจากกองเพลิงได้ทัน พร้อมกับคนของพรรคซากุระที่ยืนรออยู่ด้านหน้าคฤหาสน์

"คาซึยะ!! ไม่เป็นไรใช่ไหม!!" ทักกี้รีบเข้าไปกอดร่างน้องชายเอาไว้
"ทากิซาว่าซัง ผมไม่เป็นไรครับ" คาเมะรู้สึกได้ว่าอีกคนกำลังกอดตัวเองแน่น
"หลังจากนี้คงจะสงบได้อีกสักพัก คนของพรรคคิซึเนะคงกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง" ยามะพีพูดออกมาอย่างโล่งอกที่เรื่องทั้งหมดจะจบลงซะที
"ยังวางใจไม่ได้หรอก"จินพูดออกมา เพราะผู้ชายที่เป็นต้นเหตของเรื่องทั้งหมดยังคงหนีรอดไปได้

"จากที่คุยกับทาจิบานะ เคตะ เมื่อครู่หมอนั่นคงหนีได้ไม่นานหรอก เพราะดูเหมือนว่าตำรวจจะออกหมายจับไปแล้ว" ทักกี้คตอยพลางละตัวออกจากคาเมะ แล้วหันไปพูดกับลูกน้องอีกสองคน
"กลับกันเถอะ หลังจากนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเราแล้วละ" ทักกี้พูดพร้อมกับหันไปมองคฤหาสน์ที่หมอดไหม้ ก่อนจะหันไปเห็นยามะพีที่มองเขาอยู่
"หัวหน้าครับผมมีเรื่องบางอย่างจะบอก........" ทักกี้พยักหน้าอย่างเขาใจ

"ได้เวลาแล้วสินะ........"





หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ตำรวจได้ตามจับ อคานิชิ ฮิโรโตะ ได้สำเร็จ โดยเจ้าตัวถูกจับในข้อหาค้ายา และ พยายามฆ่า เบื่องต้น เทโกชิ ยูริโกะ ผู้สมรู้ร่วมคิดถูกศาลตัดสินว่าเป็นบุคคลวิกลจริต จึงพ้นโทษแต่ถูกส่งตัวไปรักษาทีโรงพยาบาลแทน

ณ ห้องผู้ป่วยในโรงพยบาล เสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นจนนางพยาบาลชุดขาวต้องเข้ามาเตือนซ้ำๆหลายครั้งให้คนในห้องเกรงอกเกรงใจคนไข้คนอื่นบ้าง

"ซึบะจัง เขาอยากกินแอบเปิ้ล ป้อนหน่อยสิ..." เสียงน่ากวนโอ้ยดังขึ้นจากผู้ชายหน้าบานที่นอนอยู่บนเตียงขนไข้ ถ้าคนอื่นมาเห็นก็คงจะดูไม่ออกว่าผู้ชายที่นั่งพิงหัวเตียงตอนนี้คือหัวหน้าพรรคยากุซ่าที่ยิ่งใหญ่ในเขตคันโต
"มือไม่ได้ด้วนก็หยิบกินเอาเองสิ" คนที่กล้าขึ้นเสียงขนาดนี้มีไม่กี่คนหรอก นอกจากคนที่เจ้าตัวขอให้ป้อน
"โถ่ สึบะจังก็เห็นว่าเขาเจ็บหนัก จะดูแลเอาอกเอาใจเขาหน่อยก็ไม่ได้ งานที่เขาทำก็อันตาร้าย อันตราย ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องเจอกับอะไรบ้าง" ไอ่อันตรายก็อันตรายอยู่แหละ แต่ไอ่เจ็บหนักที่ว่า กับเหตุผลที่มานอนอยู่ที่โรงพยาบาลนี้มันสมควรไหมละ เดินตกบันไดจนข้อเคล็ด ย้ำว่าเคล็ด แต่เจ้าตัวดันขี้เกียจทำงานเลยร้องงอแงขอนอนอยู่โรงพยาบาล เดือดร้อนลูกน้องคนอื่นๆต้องทำงานทำการแทน
"ถ้ายังพูดมากอีกฉันจะกลับ"
"โถ่...." คนถูกขัดใจทำปากยื่นได้น่าหมันไส้มาก จนคนที่อยู่ในเหตุการณ์หัวเราะไปตามๆกัน
"คาเมนาชิคุง ปกติเขาเป็นแบบนี้หรอ......"
ร่างสูงที่ไม่คุ้นชินกับภาพตรงหน้าเอ่ยถามคนเป็นน้องชายของหัวหน้าพรรค
"ครับ เป็นแบบนี้ประจำแหละ แต่สภาพแบบนี้คืนนี้ทากิซาว่าซังคงไปร่วมงานด้วยไม่ได้แล้วละครับ ขอโทษจริงๆนะครับทาจิบานะซัง ทั้งๆที่อุตส่าห์มาเชินด้วยตัวเองแท้ๆ"
"ไม่เป็นไรหรอ แต่คาเมนาชิคุง กับเอ่อ....จิน จะไปใช่ไหมครับ"
"ครับตอนเย็นอคานิชิคุง จะมารับผมไปร่วมงานอีกทีครับ ว่าแต่ยูยะ กับยามาชิตะคุงสบายดีนะครับ" คาเมะไม่ลืมที่จะเอ่ยถามหาเพื่อนรัก และอดีตมือซ้ายของหัวหน้าพรรคซากุระ ที่ตอนนี้ได้ออกจากพรรคไปเรียบร้อยแล้ว
"สบายดีครับเช้านี้โทโมจังพายูยะจังกับเด็กๆไปหาคุณยูริโกะที่โรงพยาบาล คาดว่าบ่ายๆคงจะกลับมา เดี๋ยวในงานคืนนี้คงได้เจอกันครับ"
"เข้าใจแล้วครับ"
"ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับ"
"ขอบคุณมากนะทาจิบานะ ที่ช่วย........ ในหลายๆความหมาย" หัวหน้าพรรคซากุระที่ถูกบอกให้เงียบเอ่ยปากขึ้นเมื่อแขกที่มาเยี่ยมตัวเองกำลังจะกลับ
"มันเป็นหน้าที่อยู่แล้วครับ" เคตะตอบก่อนจะจากไป

"ว่าแต่ฮิโระจังละคาซึยะ เมื่อกี้ยังเห็นอยู่ด้วยกันอยู่เลย"
"ทากิซาว่าซังมัวแต่แกล้ง อิมาอิซังก็เลยไม่ทันได้ยินสินะ ฮิโระจังไปเยี่ยมพี่เรียวครับ"
"อาการยังไม่ดีขึ้นหรอ" ทักกี้จำได้ถึงคนที่โดนลูกหลงในเหตุการณ์ครั้งนี้
"อาการดีขึ้นแล้วครับ แต่ยังไม่ฟื้น......." จริงๆคาเมะก็เป็นห่วงเรียวเหมือนกัน และเดี๋ยวว่าจะขอทักกี้ไปเยี่ยมเรียวสักแปป แต่ตอนนี้้เรียวมีฮิโรกิดูแลอยู่เลยเบาใจได้ ถ้าเรียวรู้ว่าฮิโรกิเป็นห่วงจนไปเยี่ยมทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ต้องดีใจแล้วรีบๆลุกขึ้นมาแน่ๆ
"ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก อย่างไงเดี๋ยวหมอนั่นก็ฟื้น" ทักกี้เอ่ยปากให้น้องชายสบายใจขึ้น







ฮิโรกิยืนอยู่หน้าห้องที่เขามาทุกวัน ยิ่งนานวันเขาจะหยุดยื่นอยู่ที่หน้าห้องนานขึ้น เพราะกลัวว่าถ้าเขาเปิดประตูเขาไปแล้วจะเจอห้องที่ยังคงเงียบสงบ และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงตามเดิม ฮิโรกิรู้สึกได้ว่าการเอื้อมมือไปเปิดประตูในแต่ละครั้งมันหนักอึ้งขึ้นทุกที แต่การที่จะหยุดยืนอยู่ตรงนี้ตลอดไปคงไม่ได้ ฮิโรกิจึงตัดสินใจที่จะเอื้อมมือไปเปิดประตูออก
ภาพห้องสีขาวแบบปกติที่ทำเอาน้ำใสๆไหลลงมาจากดวงตาทั้งสองข้างเพราะคนที่มักจะนอนอยู่ประจำ ได้ยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงพร้อมกับค่อยๆหันมามองหน้าเขา สีหน้าของคนที่อยู่ในห้องเหมือนจะรู้สึกตกใจ ประหลาดใจ ทำอะไรไม่ถูก เหมือนจะพูดอะไรกับเขา แต่ไม่พูด จนในที่สุดก็ยอมเอ่ยปาก


"นายปลอดภัยนะ.........."


ทำไมคนป่วยถึงถามคนที่สบายดีอยู่ละ.....


ฮิโรกิยังคงยืนอยู่กับที่โดยที่น้ำตาไหลไม่หยุด คนที่อยู่บนเตียงเริ่มร้อนรนทำอะไรไม่ถูกที่เห็นว่าอีกคนเอาแต่ยืนร้องไห้ เขาควรจะพูดอะไรออกไปให้อีกคนหยุดร้องไห้ดีนะ
"อย่าร้องไห้เลยฉันไม่เป็นไร ดูนี่สิเดี๋ยวฉันจะวิ่งให้ดู..."
เรียวพูดพลางจะลงมาจากเตียง แต่เป็นฮิโรกิเองที่รีบเข้าไปหาพลางกอดอีกคนไว้แน่น เป็นการห้ามไม่ให้อีกคนขยับไปไหน เรียวได้แต่ทำตัวแข็งเมื่อถูกอีกฝ่ายกอดร่างเอาไว้ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นค่อยๆลูบปลอบคนที่ร้องไห้อยู่อย่างอ่อนโยน
เรียวปลอบฮิโรกิอยู่นานจนอีกคนนิ่งไป แต่ทั้งสองก็ยังคงกอดกันอยู่อย่างเงียบๆ จนเรียวทนกับบรรยากาศแบบนี้ไม่ไหว
"มาเยี่ยมกันเป็นคนแรกแบบนี้ นายคงเป็นห่วงฉันมากสินะ" คนป่วยพูดทีเล่นทีจริง เขาไม่รู้หรอกว่าหลังจากเหตุการนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะตั้งแต่ที่เข้าพื้นขึ้นมาตอนกลางดึกของเมื่อคืน เขาก็เจอแต่คุณหมูเจ้าของไข้และพยาบาลสองสามคน นึกว่าเช้านี้จะได้เจอคนในครอบครัว หรือเพื่อนๆเป็นอย่างแรก ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เขาไม่คิดว่าจะมาหา จะมายืนอยู่ตรงหน้าแบบนี้
แล้วยังจะอ้อมกอดนี้อีก...... แบบนี้มันก็ทำให้คนไม่มีหวัง หวังไปไกลเลยนะ
หรือนี่จะเป็นรางวัลของคนที่พยายามทำตัวเป็นฮีโร่กันนะ....

".....ใช่...."
เหมือนฮิโรกิจะไม่ได้สนใจกับคำพูดของเรียวเท่าไหร่ แต่ก็อ่อมแอ้มเสียงสันเครือตอบออกมา โดยที่กระชับกอดเรียวแน่นขึ้น
"หือ....อะไรนะ?" เรียวรู้สึกไม่แน่ใจว่าคำตอบของอีกคนคือใช่จริงๆหรือเปล่า ฮิโรกิ ที่ปฎิเสธเขามาตลอดเนี่ยนะจะพูดคำว่าใช่
"ผมบอกว่าใช่ไง ผมเป็นห้วงคุณ!!!"
ฮิโรกิละอ้อมกอดออกมาจากอีกคน ก่อนจะเปล่งเสียงดังออกมาราวกับจะตะโกนให้อีกคนรับรู้ความรู้สึกเป็นห่วงของตัวเองว่ามากมายแค่ไหน ดวงตาแดงกล่ำที่เหมือนว่าน้ำตาไหลจะออกมาอีกครั้งจ้องลึกไปในดวงตาของเรียว
"นายรู็หรือเปล่าว่าหมดสติไปกี่วัน"
"ที่ได้ยินคุณหมอพูดมาก็ราวๆสองสามอาทิตย์..."
"ใช่ นายนอนนิ่งๆ ไม่ขยับอยู่แบบนั้นตลอดเวลา นายคิดจะนอนไปถึงไหนกัน!!"
"ฉันขอโทษ"
"ถ้ารู้ว่าผิดแล้วก็ดี ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับฉันอีก อย่าเข้ามาใกล้ ไม่ต้องมาพูด ไม่ต้องมองหน้า ถ้านายไม่รู้จักฉัน ชีวิตของนายจะได้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับอันตรายพวกนี้อีก......." ถ้าเรียวไม่ต้องมาเจออันตราย ฮิโรกิคงสบายใจแล้วไม่ต้องกังวลใจว่าอีกคนจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกไหม
"อุจิ....ฮิโรกิ...... ฟังฉันนะ"
เรียวค่อยๆเอื้อมมือของตัวเองไปกอบกุมมือของอีกคนไว้
"มันไม่เกี่ยวหรอกนะว่าฉันจะปลอดภัย หรือไม่ปลอดภัยเวลาที่มีนายอยู่ข้างๆ..... บนโลกที่ไม่แน่นอนใบนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลานั่นแหละ ใช่ว่าไม่มีนายในชีวิตแล้วชีวิตฉันจะปลอดภัยสักหน่อย.."
"แต่..."
"อาจจะจริงที่ว่าถ้าอยู่ใกล้นายแล้วชีวิตฉันจะเสี่ยงอันตรายขึ้นมาอีกหน่อย แต่การที่นายยื่นอยู่ตรงนี้มันทำให้ฉันมีความสุขมาก มีความสุขจนไม่รู้สึกว่าก่อนหน้าที่เคยเกิดอะไรขึ้นกับฉัน มันจะดีมากถ้านายจะเลิกกังวลนู้นกังวลนี่แล้วลองยอมให้ฉันอยู่ข้างๆนายดู ถ้านายมีอะไรนายก็ลองที่จะบอกกับฉันดู นายจะได้ไม่ต้องเผชิญกับมันคนเดียวไงละ........"
อาจเป็นจิตใจของฮิโรกิที่กำลังอ่อนแอ่อยู่ เขาจึงอยากลองเชื่อคำพูดของเรียวดู เขาอาจจะเสียใจก็ได้ที่ให้เรียวมายุ่งเกี่ยวกับเขาที่ใช้ชีวิตไม่เหมือนคนปกติ แต่ลึกๆแล้วข้างในหัวใจของฮิโรกิก็ต้องการเช่นนั้นอยู่
"อืม... ฉันจะลองดู......."
คำตอบของฮิโรกิทำให้เรียวแย้มยิ้มออกมา มือใหญ่อีกข้างค่อยเอื้อมไปปาดน้ำตาที่ใบหน้าสวย


แม้หลังจากนี้อะไรจะเกิดขึ้น เราสองคนต้องผ่านมันไปให้ได้.........






ร่างบางยืนมองตัวเองอยู่ที่หน้ากระจกบานใหญ่อย่างแปลกตา ตั้งแต่เกิดมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เขาได้ใส่ชุดสูทเต็มยศขนาดนี้
"ผม อคานิชิครับ คุณหนูแต่งตัวเสร็จหรือยังครับ"
"เสร็จแล้วครับ จะออกไปเดี๋ยวนี้แหละครับ"
เสียงเรียกหน้าประตูทำให้คาเมะรู้ตัวว่าถึงเวลาที่เขาต้องออกจากห้องแล้ว หลังจากเลื่อนบานประตูให้เปิดออก ร่างสูงของใครบางคนก็ปรากฎขึ้นมา ทั้งๆที่เป้นชุดสูทเหมือนกันแท้ๆ แต่คนตรงหน้ากับใส่ออกมาได้ดูดีแตกต่างกับตัวเองอย่างหน้าประหลาด ทำเอาหัวใจของคาเมะเต้นแรง พอมองหน้าอีกคนทีไร เหตุการณ์ในคืนนั้นมันก็ปรากฎขึ้นมาทันที
"ไปกันเลยไหมครับ ถ้าช้ากว่านี้อาจจะสายได้" จินมองดูคุณหนูเล็กของพรรคยืนเกๆกังๆอยู่นานจนต้องเอ่ยปากทักออกไป
"เอ่อ... ครับ!!"
คาเมะรีบตั้งสติ พยายามทำตัวให้เหมือนปกติที่สุด แต่ก็ยังดูไม่ปกติอยู่ดี คาเมะนึกแปลกใจว่าทั้งๆที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นแล้วแต่ทำไมจินยังคงทำตัวได้ปกติราวกับไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา
ร่างเล็กพยายามสะลัดความความคิดของตัวเองออก และรีบเดินนำหน้าจินไปเพื่อขึ้นรถทันที

ในงานที่จินกับคาเมะมานั้นเป้นงานเลี้ยงครบรอบบริษัทของตระกูลยามาชิตะ เพราะทางพรรคซากุระเคยดูแลลูกชายคนเดียวของท่านประธานมาก่อน และให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาภายใน ท่านประธานยามาชิตะจึงได้ชวนคนของพรรคซากุระมาร่วมงานด้วยในวันนี้ แต่หัวหน้าพรรค อย่างฮิเดอากิ ทากิซาว่าเกิดเข้าโรงพยาบาลกระทันหันจึงได้ส่งน้องชาย อย่างคาเมนาชิ คาซึยะ และ มือขวาอย่างอคานิชิ จิน มาแทน
"พี่คาเมะ!!"
หลังจากเข้ามาในงานได้ไม่นาน คาเมะก็ได้รับการตอนรับจากเด็กๆทั้งสามที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีจนดูแปลกตา
"ยูโตะ ยูกิ ยูมิ เป็นไงบ้าง..."
"สบายดีค่ะ พี่คาเมะดูเสื้อของยูมิสิค่ะ สวยหรือเปล่า" เด็กสาวพูดพลางหมุนจนกระโปรงบาน พร้อมกับเด็กคนอื่นๆที่อวดชุดหล่อของตัวเอง
"ทุกคนดูดีมากเลย แล้วยูยะ กับคนอิ่นๆละ"
"พี่ยูยะอยู่ในงานกับพี่มิโอะ พี่เคตะ และ พี่เรียวเฮ ครับ" ชื่อของใครบางคนทำให้คาเมะเหลือตาไปมองร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆตัวเอง ถ้าจำไมผิดเคตะคือน้องชายต่างแม่ที่จินอยากหลีกเลี่ยงมาที่สุด
"เดี่ยวพวกเราจะพาพี่คาเมะไปหาพี่ยูยะเอง" เด็กๆแย่งกันจับจูงมือของเมะเพื่อจะพาไปหายูยะ โดยที่จินก็เดินตามไปแต่โดยดี ด้วยสีหน้านิ่งเรียบ

"พี่ยูยะ"
ภายในห้องจัดเลี้ยงที่มีแขกมากมาย เด็กๆได้พาคาเมะมาหายูยะที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของงาน
"ไงเด็กๆ คาเมะจัง!! ไม่ได้เจอกันตั้งนาน" ยูยะเมื่อเห็นว่าพวกเด็กๆพาใครมาก็รีบตรงไปหาคาเมะทันที เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ยูยะก็ไม่ค่อยได้เจอกับคาเมะ ต่างคนต่างก็จัดการธุระส่วนตัวของตัวเอง
"สบายดี แล้ว ยามาชิตะคุงละ" คาเมะเอ่ยถามถึงคนที่น่าจะอยู่ด้วยกันกับเพื่อนรัก
"โดนคุณลุงลากไปโน้นมานี่นะ" ยูยะพูดพลางชี้ไปตรงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เพราะลูกชายคนเดียวของประธานยามาชิตะกลับมาทั้งที สิ่งแรกที่ต้องทำคือการแนะนำให้วงสักคมได้รู้จัก
"มากันนานหรือยัง กินอะไรกับบ้างแล้ว มาทานี้สิจะแนะนำของอร่อยให้ทาน มิโอะจัง เคตะซัง จิบะซัง ผมขิตัวสักครู่นะครับ" ยูยะไม่ลืมที่จะหันไปบอกทั้งสามคนที่ยืนอยู่เป็นเพื่อนตัวเองเมื่อครู่
"เดี๋ยว ยูยะ..." คาเมะไม่ทันทักยูยะว่าให้จินตามไปด้วย ยูยะกับพวกเด็กๆกับคาเมะไปอีกทางแล้ว
"ผมขอตัวไปทางโน้นกับคุณหนูมิโอะก่อนนะครับ...." เมื่อไม่มียูยะกับเด็กๆอยู่แล้ว ท่าทางของมิโอะก็ดูเกรงๆกลัวๆ เมื่อเห็นว่าจินยังอยู่ที่เดิม ความทรงจำเกี่ยวกับจินของมิโอะนั่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำให้มิโอะยังไม่ค่อยอยากอยู่ต่อหน้าพี่ชายต่างมารดาคนนี้ และเรียวเฮก็เห็นทาทางของมิโอะจึงได้เอ่ยขอตัวกับเคตะ ซึ่งเคตะก็เข้าใจดี
จินมองตามหลังมิโอะที่เดินไปกับเรียวเฮ ดูก็รู้ว่าหล่อนยังคงกลัวเขาอยู่

"อย่าไปถิอสาเลยนะ มิโอะแค่ยังไม่ชิน"
เคตะเอ่ยปากพูดกับจินก่อน จินไม่ได้พูดอะไรเพียบพยักหน้าอย่างเข้าใจ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไร... เป็นสถาณการณ์ที่อึมครึม
"อยากออกไปคุยกันข้างนอกหน่อยไหม"
และก็เป็นเคตะเช่นเคนที่เอยปากกับจินก่อน ซึ่งจินก็ยอมตามเคตะออกไปกับเคตะ

ณ ริมระเบียงกว้างด้านนอกห้องจัดเลี้ยง บรรยากาศดูเงียบเชียบและร้างผู้คน เคตะค่อยๆสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกงานจนเต็มปอดเพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเองพูดคุยกับอีกคนได้อย่างปกติ เพราะไม่ใช่แค่มิโอะเท่านั้นที่เกร็งเวลาอยู่ต่อหน้า อคานิชิ จิน แม้แต่เคตะเองก็ไม่ต่างกัน ถึงจะไม่ได้กลัวคนตรงหน้าเหมือนมิโอะก็ตาม
จินไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกไป เพียงแค่รอคนที่บอกว่ามีเรื่องจะพูด เริ่มออกปากพูดก่อน เพราะสำหรับจิน จินรู้ตัวดีว่าเมื่อก่อนได้ทำอะไรลงไปกับอีกคน

"นายสบายดีนะ........."
เคตะเอ่ยปากถามออกไปเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไงดี จินเพียงพยักหน้าเป็นการตอบกลับที่ไม่ได้ช่วยเคตะให้รู้สึกผ่อนคลายลงเลยสักนิด แต่กลับยิ่งรู้สึกกดดันเพราะเหมือนอีกคนจะพยายามปิดกัน และทำให้มีระยะห่างออกจากกันมากขึ้น
"นายรู้สึกโกรธ ฉัน ท่านพ่อ กับ ท่านแม่ไหม ที่ทำให้ชีวิตนายเป็นแบบนี้" ในเมื่อพวกเขามีเวลาไม่ค่อยมาก เคตะถึงต้องเริ่มพูดเรื่องที่อยากจะพูดมาโดยตลอด เพราะเขาไม่รู้ว่าถ้าไม่พูด ไม่ถามมันไปตอนนี้ เมื่อไหร่ที่พวกเขาจะได้มีโอกาศมาคุย มาเจอกันอีก
"ไม่หรอก ฉันกับแม่ต่างหากที่ทำให้เรื่องมันวุ่นวาย" เมื่อเวลาผ่านไป จินที่โตขึ้นจึงได้รู้ว่าความคิดสมัยเด็กๆนั่นเป็นสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดของเขา
"ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ ในเวลานั้นแต่ละคนก็คงคิดว่าเรื่องที่ตัวเองคิดอยู่เป้นเรื่องที่ถูกต้อง... แต่หลังจากที่นายออกไปจากพรรค ท่านพ่อ เป็นห่วงนายมาก และพยายามหาตัวนายตลอด... นายพอจะยกโทษให้ท่านได้ไหม..."
"เรื่องนั้นฉันเห็นว่าท่านทำถูกแล้ว คนที่จำเป็นต้องถูกยกโทษให้สมควรเป็นฉันมากกว่า ........ และเรื่องที่ฉันเคยทำกับนายไว้ ฉันขอโทษ..." เหมือนวันนี้จินได้พูดในสิ่งที่อยากพูดมาตลอด จินรู้สึกผิดมาตลอดที่เคยทำร้ายเคตะ แต่ในวันนี้เขาได้มีโอกาสพูดมันออกไป
เคตะเพียงยิ้มบางๆให้จิน ก่อนจะพูดในสิ่งที่เขาคิดมาตลอดออกไป
"ฉันไม่เคยโกรธนายเลย เพราะงั้นยกโทษให้ตัวเองเถอะ........" ถึงมันจะเกิดเรื่องนั้นขึ้น เคตะก็ไม่เคยโกรธแค้นจินเลยสักนิด และหลังจากที่เขาเริ่มขึ้นมาดูแลพรรค เขาก็ตามหาจินมาตลอด
"หลังจากฉันได้รับตำแหน่งขึ้นมาดูแลพรรคแทนท่านพ่อ ฉันก็ตามหานายมาตลอด"
"ฉันพอรู้เรื่องนั้นบ้างแล้ว" จินพอได้ยินเรื่องนี้มาจาก ทักกี้แล้วยามะพีมาบ้าง
"งั้นก็ดีเลยฉันจะไม่พูดยืดเยื้อหรือมากความ ฉันไม่มีความตั้งใจจะดูแลพรรคต่อ ฉันเคยพูดกับท่านพ่อไว้แล้วว่าจะยุบพรรค ท่านก็ไม่ได้คัดค้านหรือว่าอะไร"
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน" มันก็น่าตลกที่จินไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งๆที่เมื่อก่อน แม่ของเขาเคยบอกให้เขาแย่งมากับมือ แต่ตอนนี้เขากับรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ที่ของเขา
"เกี่ยวสิตำแหน่งหัวหน้าพรรคไม่ใช่มีเพียงฉันคนเดียวที่มีสิทธิ แต่นายก็มีสิทธินั้นด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นนายก็เลือกเถอะว่าจะอยู่ในฐานะ อคานิชิ จิน ต่อไป แล้วให้ฉันทำลายพรรคโชริว..... หรือนายจะกลับไปในฐานะ ทาจิบานะ ฮิโรชิ แล้ว ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน...."





to be con...


เย้!!! เนื้อเรื่องหลักจะจบแล้วครับ ตอนหน้าจะเป็นบทสรุปแล้ว
จริงๆ จะมาต่อตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาปีก่อนแล้วนะ แต่พอดีมัวเริงร่ากับวันหยุดที่มากมายไปหน่อย
ก็เลยใช้ชีวิตแบบ slow life เกิน เผลออีกทีก็หมดเดือนมกราแล้ว ฟิกที่แต่งเสร็จแล้วก็ดองไว้แบบนั้น
ช้าหน่อย แต่มาต่อชัวร์ๆดีกว่าเนอะ เจอกันกับบทสรุปของทุกคู่ในตอนจบคัชชชช


SAKURA YAKUSA 22

Title : SAKURA YAKUSA
Paring : Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya
Yamashita Tomohisa X Tegoshi Yuya
Author : Miharu_mimi
Chapter 22




หลังจากที่จินออกไปจากห้อง ตอนนี่ก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว คาเมะได้แต่นั่งจ้องไปยังประตูบานใหญ่ที่ปิดอยู่ เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักคาเมะก็เริ่มสงบสติอารมร์ของตัวเองได้ เขาน่าจะรู้จักจินดีพอที่จะรู้สึกว่าจินไม่ได้ทรยศเขามันต้องมีสาเหตุอะไรสักอย่างให้จินมาที่นี่ ถึงจินจะเป็นหลานชาย เป็นญาติ หรือเป็นอะไรกับฮิโรโตะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจินจะทรยศพวกเขาสักหน่อย และจินต้องมีเหตุจำเป็นที่ยังไม่สามารถเอ่ยบอกเขาได้ตอนนี้
เมื่อคิดได้แบบนั้นคาเมะก็รู้สึกสงบมากขึ้น รอเวลาจนกว่าจินจะกลับมา และไม่นานนักเสียเคาะประตูก็ดังขึ้น ประตูใหญ่เปิดอออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคย

จินเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยที่เห็นอีกคนนั่งตาแป๋วมองเขาอยู่
"ดึกแล้ว ยังไม่นอนหรอครับ..." จินเอ่ยปากถามหลังจากปิดประตูเรียบร้อยแล้ว
"ในสถาณการณ์แบบนี้ผมนอนไม่หลับหรอกครับ"
น้ำเสียของคาเมะดูอ่อนลง ไม่ได้โวยวายหรือคาดคั้นจินเหมือนก่อนหน้านี้
"ผมว่าควรจะนอนสักหน่อย ไม่งั้นพรุ่งนี้คุณหนูจะไม่มีแรง..." จินเอ่ยปากพลางเดินไปยืนต่อหน้าคาเมะ
"อย่างไงผมก็ถูกขังอยู่ในห้องนี้อยู่แล้ว ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรเลย" คาเมะถอนหายใจออกมานิดๆ เมื่อรู้สึกได้ถึงชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายของตัวเอง
"คุณหนูคงไม่อยากให้ยูโตะ กับยูมิเห็นคุณหนูในสภาพอดหลับอดนอนหลอกใช่ไหมครับ" คำพูดของจินทำให้คาเมะตาโต
"ว่าไงนะ นายจะพาฉันไปหายูโตะ กับอยูมิใช่ไหม" จินพยักหน้าให้กับคำพูดของคาเมะ
"ถึงจะให้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาไม่ได้ แต่ถ้าไปหาบ้างเป็นครั้งคราวผมพอจะทำได้..."
"แค่นั้นก็พอแล้วครับ!!!"
คาเมะยิ้มออกมาอย่างดีใจ ที่อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่าเด็กทั้งสองยังปลอดภัย
"โอเคงั้นผมไปนอนก่อนนะ" คาเมะเดินไปที่เตียงโดยจินเลือกที่จะนั่งดูอีกคนอยู่ที่โซฟาหลังใหญ่เยิ้องกันออกไปหน่อยหลังจากปิดไฟจนเหลือแต่ความมืดมิด

".........."

ความเงียบโลยตัวในความมืด ทั้งๆที่พยายามข่มตาหลับแต่ก็นอนไม่หลับ
"อคานิชิคุง....." คาเมะเรียกจินเบาๆ

".........."

จินไม่ได้ขานตอบคาเมะแต่อย่างใดจนคาเมะต้องลุกขึ้นนั่งเพื่อมองดูอีกคนวาหลับไปแล้วหรือเปล่า

จินที่กำลังนั่งเหมอมองออกไปทางนอกหน้าต่าง ถึงจินจะไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาแต่แววตาของจินตอนนี้เหมือนคนที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ เมื่อจินรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองอยู่จึงหันหน้าไปมองคาเมะที่กำลังนั่งจองมองเขาอยู่
เพราะอยู่ดีๆจินก็หันมาคาเมะจึงตกใจเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่ากำลังแอบทำอะไรไม่ดีอยู่
"นอนไม่หลับหรอครับ" จินเอ่ยถามเสียงเรียบ ถ้าเป็นเมื่อก่อนจินคงเอาแต่มองหน้าคาเมะเงียบๆไม่ยอมพูดอะไรแน่ๆ
"อืม... มานอนเป็นเพื่อนเหมือนทุกที......ได้ไหม......." คาเมะเอ่ยถามเสียงเบา
เมื่อวานที่ถูกจับมาขังเขายังอยู่ได้ด้วยตัวเองเลย แต่เพราะมีอีกคนอยู่ด้วยความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นเหมือนจะถูกพังทลายได้ตลอดเวลา
จินไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ลุกเดินไปนอนลงบนเตียงด้านข้างคาเมะอย่างที่เคยทำเป็นปกติเหมือนตอนอยู่ที่พรรคซากุระ
คาเมะหันหน้ามามองใบหน้าของจินที่นอนอยู่ข้างๆ
"อคานิชิคุง บางทีคุณอาจจะมีเหตุผลที่ต้องมาอยู่ที่นี่.... ผมรู้ถึงผมถามไปคุณก็คงไม่ตอบ.... "
คาเมะค่อยๆเอื้อมมือไปคว้ามือของอีกคนขึ้นมากอบกุมไว้
"ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะเชื่อมั่นในตัวคุณนะ อคานิชิคุง"
คาเมะกอบกุมมือของอีกคนขึ้นมาแนบอกของตัวเอง ถึงจะอยู่ในสถาณการณ์แบบนี้ก็รู้สึกอุ่นใจได้ เมื่อคาเมะตัดสินใจแล้วว่าจะลองเชื่อใจจินดู
เขาน่าจะรู้จักจินดี....
ระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน ทั้งความทุกที่อยู่ในใจของจิน จินที่ดูแลเขา เขาเชื่อว่าทั้งหมดไม่ใช่การหลองลวงแน่ๆ
จินมองดูคนที่พริ้มตาหลับโดยที่ยังกอบกุมมือของเขาเอาไว้แน่น หลังจากนั้นไม่นานก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจเข้าออกทีทอดยาว บ่งบอกให้รู้ว่าอีกคนเข้าสู่ห้วงนิทราโดยสมบรูณ์แล้ว

จินค่อยๆขยับตัวเพื่อหันไปมองดูอีกคนชัดๆ เพราะว่าเกิดเรื่องวุ้นๆขึ้นคงจะทำให้ให้คาเมะนอนไม่ค่อยหลับมาหลายคืน
คืนนี้หวังว่าคนตรงหน้าจะนอนหลับสนิท และฝันดีนะ...

"อย่าไว้ใจผมมากเลยครับ"

ผม... คนที่ต้องการคุณมากกว่าใครๆ
จินค่อยๆโน้มตัวเข้าไปประทับริมฝีปากของตัวเองเบาๆที่หน้าผากของอีกคน

ไม่ว่าอย่างไงผมจะปกป้องคุณให้ได้
คุณหนู.............





ผ่านไปแล้วหลายวันที่คาเมะโดนจับตัวไป แต่น่าแปลกที่นอกจากคาเมะแล้ว ก็ดูเหมือนจะมีใครหลายๆคนที่หายตัวไป
อย่างเช่น.... ยามาชิตะ โทโมฮิสะ
"ไม่ค่อยได้นอนหรอยูยะจัง" คนตัวสูงเอ่ยถามอีกคนระหว่างที่กำลงเดินไปยังห้องผู้ป่วย
หลังจากเหตุการณ์นั้นยูยะ กับยูกิก็มาเยี่ยมเรียวทุกวัน โดยมีมิโอะกับเคตะมาเป็นเพื่อน
"ครับ นอนไม่หลับนิดหน่อย..."
"เป็นห่วงคาเมนิชิคุง กับ โทโมะจัง?"
แน่นอนละสิ ก็เพื่อนรักของยูยะถูกจับตัวไปตั้งหลายวันแล้วยังไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย แม้แต่ยามะพีเองก็หายตัวไปเหมือนกัน
"ท่านยามะพีด้วยหรือครับ เพราะผมก็ไม่เห็นท่านจินที่พรรคหลายวันแล้ว ท่านทากิซาว่าบอกว่าท่านจินไปทำงานด่วนอยู่" ฮิโรกิเอ่ยถาม ตอนที่พวกยูยะกำลังเดินไปที่ห้องของเรียวเผอิญเจอเข้ากับฮิโรกิพอดี
"ใช่ เรียวเฮจังก็หายตัวไป เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าพี่เคตะ?" มิโอะถามหาคนสนิที่มักจะอยู่ข้างตัวพี่ชายเสมอ
"ก็ทำงานเหมือนกันนั่นแหละ" เคตะตอบเรียบๆ
"เอาละ มิโอะอยู่เป็นเพื่อน ยูยะจัง ยูกิคุง กับ อุจิซังนะ เดี๋ยวพี่มารับ" หลังจากมาถึงหน้าห้องของนิชิกิโด เรียวแล้ว เคตะก็ขอตัวบ้าง
"นี่มันน่าสงสัยเกินไปแล้วนะ เหมือนพี่เคตะเลี่ยงๆพวกเราอยู่ แถมคนอื่นๆก็ค่อยๆหายไปไหนกันไม่รู้... ." มิโอะเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้คำตอบจากใคร
"ว่าแต่นิชิกิโดซังเป็นอย่างไงบ้างค่ะ?" เมื่อไม่ได้คำตอบที่ตัวเองอยากรู้ มิโอะจึงหันไปถามคำถามใหม่แทน โดยคราวนี้เจาะจงคนตอบเป็นฮิโรกิ
"คุณหมอบอกว่าอาการดีขึ้นมาแล้วครับ อีกสองสามวันคงจะฟื้นแล้ว"
"ข่าวดีสินะ ขอข่าวดีแบบนี้มาบ่อยๆก่อนที่ฉันจะกลับอเมริกาได้ไหมเนี่ย"
"มิโอะจังจะกลับแล้วหรอ" ยูยะหันไปถามอย่างประหลาดใจ ถึงจะรู้ว่ามิโอะต้องกลับ แต่ไม่คิกว่าจะเร็วๆนี้
"ใช่ค่ะ คงอีกสักประมาณ 1 อาทิตย์ พวกมิโอะต้องกลับแล้ว แต่ไม่ต้องเหงานะ พวกมิโอะจะกลับมาหายูยะจัง กับ ยูกิจัง บ่อยๆ" สาวน้อยพูดขึ้นอย่างร่าเริง ก่อนจะพากันเข้าไปยังห้องผู้ป่วย

เคตะที่เดินแยกตัวออกมาจากคนอื่นเพื่อมารับผลการตรวจ DNA ที่เคยขอให้ยูยะร่วมมือเมื่อหลายวันก่อน และผลตรวจก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากที่เคตะคาดการณ์เอาไว้
เคตะหยิบมือถือเพื่อต่อสายเรียกเข้าไปยังคนที่บอกให้เคตะจัดการเรื่องทั้งหมดนี้
"นายท่าน... ผมได้รับผลตรวจเรียบร้อยแล้วครับ..... เป็นอย่างที่เราคาดการณ์เอาไว้...... ครับ เข้าใจแล้วครับ"
เคตะวางสายพลางมองเอกสารที่อยู่ในมือของตัวเอง






ช่วงเย็นวันนั้น
เคตะก็พายูยะ ยูกิ และ มิโอะกลับบ้านตามปกติ หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้วนายใหญ่แห่งบ้านยามาชิตะเรียกนายหญิง ยูยะ และเคตะเข้าไปที่ห้องทำงาน สร้างความประหลาดใจให้กับ ยูยะและในหญิงของบ้านเป็นอย่างมาก
"คุณเรียกฉันมามีอะไรหรือเปล่าค่ะ?"
"ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะบอกพวกเธอสองคน.... เคตะเอาเอกสารมาให้ที"
"ครับ"
"มีอะไรก็รีบพูดมาสิค่ะ" ยูริโกะพูดขึ้นอย่างตื่นตระหนก เพราะเดาไม่ถูกว่าสามีจะพูดถึงเรื่องอะไร แต่เธอรู้ได้มันต้องไม่ใช่ข่าวดีของเธอแน่ๆ
"ใจเย็นสิยูริโกะ... เรื่องที่ฉันจะบอกมันเกี่ยวกับพวกเธอสองคนนั้นแหล"
นายใหญ่พูดพลางหยิบเอกสารที่เคตะยื่นให้มาดู เมื่อสำรวจผลลัพธ์เรียบร้อยแล้วจึงยื่นให้ยูยะดู
"เมื่อหลายวันก่อนฉันให้เคตะนำเส้นผมของเธอสองคนไปตรวจดีเอ็นเอ แล้วผลก็ออกมาว่าพวกเธอสองคนเป็นแม่ลูกกัน"
ถึงยูยะจะตกใจ แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่เมื่อเห็นผลออกมาเป็นแบบนี้ เขาพอจะรู้อยู่แล้วแต่แค่ไม่เอ่ยถามอกคนออกมา ยูยะเพียงหันไปมองดูท่าทางโมโหของหญิงสาว
"ทำไมคุณต้องปิดเรื่องนี้กับผมด้วย" นายใหญ่เอ่ยปากถายูริโกะ
"ฉันไม่เห็นว่ามีความจำเป็น แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าเด็กพวกนี้เป็นลูกของฉัน!!" คำพูดของอีก่ายทำเอาเสียดแทงเข้าไปในอกของคนที่กำลังถือผลตรวจอยู่
"ในเมื่อรู้ความจริงแบบนี้แล้ว หลังจากช่วย ยูมิกับยูโตะได้ ฉันจะรับเด็กทั้งสี่คนมาเป็นลูกบุญธรรม..."

"คุณ/นายท่าน!!!"

"ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ครับ พวกผม........" ยูยะร้องออกมา เขาไม่อยากให้ตัวเองหรือน้องๆสร้างปัญหาในบ้านยามาชิตะไปมากก็นี้
"ฉันตัดสินใจแล้ว อะไรก็เปลี่ยนความคิดฉันไม่ได้......"
ยูยะเหมือนจะเอ่ยปากพูดอะไรต่อ แต่โดนเคตะห้ามไว้ก่อนด้วยการวางมือลงที่บ่าเบาๆ
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้สร้างความไม่พอใจให้กับหญิงสาวเป็นอย่างมาก
"แล้วแต่คุณแล้วกันค่ะ ว่าแต่คุณทานยาหรือยังค่ะ เดี๋ยวฉันไปเอามาให้"
"อีกเรื่อง ยานั้นไม่ต้องเอามาให้ฉันแล้วนะ เพราะยาใหม่ที่เคตะให้เหมือนจะดีกว่า"
"เข้าใจแล้วค่ะ งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ" คำพูดของนายใหญ่ทำให้ยูริโกะตาโต ก่อนจะสะบัดหน้ารีบเดินออกจากห้องไป
"แบบนี้จะดีจริงๆหรอครับ" ยูยะมองตามยูริโกะแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ
"ดีสิ การมีพวกเธออยู่ในบ้านมันทำให้บ้านนี้เหมือนครอบครัวมากขึ้น.. เธอไม่ต้องคิดมากหรอกนะ" นายท่านเอ่ยบอกยูยะ
ยูยะก็ไม่อยากจะคิดมากตามที่บอก แต่ท่าทางของผู้หญิงที่เดินออกจากห้องไป มันก็ทำให้ยูยะอดคิดไม่ได้เหมือนกัน


"บ้าที่สุด! บ้าที่สุด! บ้าที่สุด!"
หลังจากยูริโกะเดินออกมาจากห้องแล้วก็สบถกับตัวเองเบาๆ เพราะกลัวว่าจะมีใครมาได้ยิน
ตาแก่นั่นจะเอาเด็กพวกนั้นมาอยู่บ้านงั้นหรอ!! แถมยังเหมือนจะรู้ว่ายาที่เธอต้มให้เขาทานทุกวันมียาพิษอีกด้วย!!! แบบนี้ชีวิตของตาแก่ก็ต้องยืดออกไปสิ
ทำอย่างไงดี!!
ชีวิตของเธอกำลังจะมีความสุข เธอกำลังจะมีทุกอย่าง ทำไมเจ้าเด็กพวกนั้นต้องมาขัดขวางความสุขของเธอด้วยนะ
ยูริโกะพยายามคิดหาวิธี จนในที่สุดเธอก็รู้ว่าต้องพึ่งใคร
ยูริโกะหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายที่คุ้นเคย
"ฉันรอไม่ไหวแล้วนะ นายช่วยฆ่าเด็กสองคนนั้นที่........."





วันนี้จินก็พาคาเมะมาหายูมิ กับยูโตะ ทั้งสองยังดูปลอดภัยดี แต่คาเมะก็แอบรู้สึกหวั่นๆเพราะนอกจากคนของยูอิจิที่มีหน้าที่ดูแลทั้งสองคนแล้ว ยังดูมีคนน่าสงสัยสองคนที่มายืนคุมอยู่หน้าประตู
"นากามารุคุง มานี่หน่อย" คาเมะกวักมือเรียกยูอิจิ
"ครับคุณหนู?" ยูอิจิเดินเข้าไปหาคาเมะอย่างงงๆ มีเรื่องอะไร ทำไมไม่ถาม อคานิชิ จิน ที่ยืนเป็นภูเขาน้ำแข็งเกะสลักที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
"สองคนนั้นคนของนายหรอ"
คาเมะเหล่ตาไปมอง จนยูอิจิต้องหันไปมองตามสายตาของคาเมะ
สองคนที่คาเมะหมายถึงคงจะเป็นผู้เฝ้ารักษาการคนใหม่ที่ฮิโรโตะจ้างมาคอยเฝ้าพวกเขาอีกที
ด้วยรูปร่างเฉพาะทำให้ทั้งสองคนดูไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่ คนนึงรูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม มีแผลใหญ่จากไฟลวกตั้งแต่ใบหน้าครึ่งซ้ายลามลงมาถึงคอ และดูเหมือนหลังมือด้านซ้ายก็ยังมีแผลถูกไฟลวก ส่วนอีกคนตัวเล็กกว่าก็จริง แต่หนวดเครารุงรังแถมมีแผลใหญ่ตรงหางตาด้านขวา ทั้งสองใส่แว่นดำทำให้ดูราวกับตัวร้ายในหนัง
"รู้สึกว่าจะเป็นนักฆ่ารับจ้างที่ อคานิชิ ฮิโรโตะจ้างมาเฝ้าสังเกตการณ์ครับ"
"นักฆ่า!!!"
คาเมะร้องออกมาอย่างตกใจ
"เพราะเขาคงไม่ไว้ใจพวกผมแล้ว จึงจ้างคนของพรรคอื่นๆมาด้วย เหมือนผมได้ยินคนอื่นเขาคุยกันว่าสองคนนี้เป็นนักฆ่าหลายคดีที่ทางการกำลังตามจับตัวอยู่"
นักฆ่าหลายคดี!!!
คาเมะรีบหันควับกลับไปมองหน้าคนที่ยูอิจิบอกว่าเป็นนักฆ่าหลายคดี ดูจากท่าทางแล้วมันก็ให้จริงๆ

ทำไมต้องเอาคนแบบนี้มาเฝ้าเด็กตัวเล็กๆแค่สองคนด้วย

คาเมะรอบมองสองคนนั้นเป็นระยะๆ จนเห็นว่าทั้งสองคนได้รับข้อความบางอย่างใยมือถือก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ด้วยความสงสัยคาเมะจึงลุกพรวดจะตามออกไป
"คุณหนูคาเมนาชิ!!" ยูอิจิร้องลั่ง และเหมือนข้อมือของคาเมะจะถูกใครบางคนรั้งเอาไว้
คาเมะหันไปมองคนที่จับข้อมือของตนไว้ อคานิชิ จิน ที่ยืนเป็นภูเขาน้ำแข็งมาตลอด เดินเข้ามารั้งคาเมะไว้
"จะไปไหนครับ" จินเอ่ยถาม
"ป.....ไป... ไปเข้าห้องน้ำนะ เอ่อยูมิ ยูโตะ พี่ไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวมานะ" คาเมะแก้ตัวออกไป ก่อนจะหันไปบอกเด็กๆที่มองทาทีของคาเมะด้วยอาการงงๆ
จินยอมปล่อยมือ แต่ก็ยังเดินตามคาเมะมา
ให้ตายสิ แบบนี้คาเมะจะตามสองคนนั้นไปทันไหมนะ แบบนี้ต้องตัดใจแล้วแกล้งทำเป็นไปเข้าห้องน้ำจริงๆซะแล้ว ระหว่างทางที่จะไปห้องน้ำต้องผ่านห้องโถงใหญ่ ซึ่งคาเมะได้ยินเหมือนเสียงคนกำลังพูดอะไรบางอย่าง
ก่อนที่คาเมะจะเดินผ่านประตูไป ร่างสูงที่เดินตามหลังได้ฉุดร่างของคาเมะให้เข้ามาหาตัวเอง ก่อนจะปิดปากไม่ให้อีกคนร้องส่งเสียงดังออกไป
คาเมะหันไปมองดูคนตัวสูงที่กอดร่างของตัวเองไว้ ใบหน้าของอีกคนนิ่งเรียบ แต่สายตาจดจ้องไปยังด้านในประตู

"คืนนี้คงได้เวลาที่เราจะต้องกำจัดเด็กสองคนนั้นแล้ว"
เสียงทุ้มที่ดังรอดออกมาจากห้องทำให้คาเมะตาโต นี่มันเสียงของฮิโรโตะ หัวหน้าพรรคคิซึเนะไม่ผิดแน่
"ให้ทำตามแผนที่วางไว้ ทำเหมือนเด็กพวกนั้นพยายามหนีออกไป แล้วพวกนายก็ตามล่าเพื่อจะตามกลับมา สุดท้ายเด็กพวกนั้นพลัดตกเขาตาย ถ้าพวกนั้นตายด้วยอุบัติเหตุ ฮิโตชิคงไม่สงสัยว่าฉันต้องการจะกำจัดเด็กสองคนนั้นตั้งแต่แรกแน่ๆ"
"รับทราบครับ"
จินรีบจูงคาเมะออกไปจากตรงที่พวกเขาแอบดักฟังอยู่ทันที เพราะสองคนในห้องนั้นกำลังจะออกมาเจอกับพวกเขา
เมื่อคาเมะเริ่มได้สติ กับเรื่องที่ตัวเองได้ยินมาก็รีบร้องเรียกจินทันที

"อคานิชิคุง!! พวกเราต้องรีบไปช่วย ยูมิ กับยูโตะแล้วนะ" จินไม่ตอบอะไร เพียงแต่เร่งฝีเท้าเดินจูงอีกคนไป
"นี่อคานิชิคุง!! อคานิชิคุง!! คุณจะพาผมไปไหน" คาเมะร้องขึ้นเหมือนเห็นเส้นทางที่จินพาเขามาไม่ใช่ทางไปห้องของเด็กๆ
"นี่อคานิชิคุง!!!" คาเมะร้องดังขึ้น และพยายามสะบัดมือออกจากการจับกุมของอีกคน
"ผมจะไม่ให้คุณหนูไปไหนทั้งนั้น" จินพูดพลางเปิดประตูออกมา ห้องที่จินพาคาเมะมาคือของของคาเมะเอง
"แต่เด็กๆกำลังอยู่ในอันตราย พวกนั้นจะกำจัดยูโตะ กับ ยูมิ ในคืนนี้" คาเมะพยายามร้องบอกจินที่ยืนบังประตูไว้
"อคานิชิคุง พวกเราต้องช่วยทั้งสองคนนะ...."
"ไม่ได้ อย่างไงผมก็ไม่ปล่อยให้คุณหนูไปเสี่ยงอันตรายอะไรแบบนั้น"
"แต่....."
คาเมะมองตาจิน เขาเห็นถึงความแน่วแน่ของอีกคนที่อย่างไรเสียคงไม่ยอมให้เขาไปอย่างที่บอกจริงๆ

แต่คาเมะก็มีความมุ่งมั่นที่จะไปช่วยพวกเด็กๆให้ได้เช่นกัน

"ได้ถ้าคุณไม่ยอมให้ผมออกไปทางประตูดีๆ ผมก็จะออกไปทางอื่น"
คาเมะพูดพลางหันไปดูรอบๆห้อง หน้าต่างบานใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามกับประตู คาเมะลืมไปแล้วว่าความสูงระหว่างหน้าต่างกับพื้นมันห่างกันแค่ไหน ตอนนี้เขาขอแค่ออกไปจากห้องนี้ให้ได้ก่อน
คาเมะรีบออกตัววิ่งไปทางหน้าต่างบานใหญ่ และเหมือนจินจะอ่านใจอีกคนออกรีบออกตัวไปเพื่อจะคว้าอีกคนไว้
เมื่อคาเมะก้าวไปถึงบานหน้าต่างร่างบางก็รีบเปิดออกแล้วปีนขึ้นไปทันที


ตุบ!!!


เสียงร่างกระแทกกับพื้น แต่ไม่ใช่ร่างของคาเมะที่กระทบกับพื้นดิน หากเป็นร่างของจินที่กระทบกับพิ้นไม้ในห้อง
ก่อนที่คาเมะจะโดดลงไปด้านล่าง ร่างสูงได้เข้ามาโอบรอบเอวของอีกคนไว้ แล้วออกแรงดึงให้อีกคนเข้ามาอยู่ในห้องตามเดิม

ตึกตึก..ตึกตึก...

ใบหน้าของคาเมะแบบอยู่บนอกของร่างสูงที่เป็นฐานรองรับตัวเองไว้ เสียงเต้นของหัวใจดังออกมาจนคาเมะรู้สึกได้

"ให้ตายสิ!!"

จินสบถออกมาพลางทุบลงที่พื้น
"ขอโทษที่ผมเห็นแก่ตัว"
คาเมะค่อยๆยันร่างของตัวเองขึ้นมาเพื่อจะพูดกับอีกคน แต่เทื่อดวกตาของเขาประสานกับร่างสูงคำพูดที่เตรียมไว้มันก็ค่อยๆเลือนหายไป

ราวกับถูกต้องมนทำให้หัวสมองว่าเปล่า....

"อย่าทำแบบนี้อีก... รู้ไหมว่าหัวใจของผมแทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นว่าคุณหนูจะกระโดดออกไป" ร่างสูงค่อยๆยกมือขึ้นมาสัมผัสเบาๆที่ผิวแก้มของอีกคน
" ถึงแม้จะต้องแลกมาด้วยอะไก็ตาม คุณหนูเป็นคนเดียวที่ผมยอมให้เป็นอะไรไม่ได้จริงๆ"
"ทำไมถึงต้องทำเพื่อผม.."
คาเมะเผลอเอ่ยปากตามออกไป
จินยังคงจ้องมาที่เขา ผิวที่ถูกมือของอีกคนสัมผัสรู้สึกร้อนวูบวาบ หัวใจยิ่งเต้นแรงเมื่อแขนอีกข้างของร่างสูงกอดรัดร่างของคาเมะแนนขึ้นจนใบหน้าของทั้งสองแทบจะชิดกัน
"อคานิชิคุง......"
มือค่อยประคองหน้าของอีกคนให้เข้ามาใกล้ ใกล้จนคาเมะรู้สึกได้ถึงปลายจมูกของตัวเองที่สัมผัสกับปลายจมูกของอีกคน
ร่างสูงเปล่งเสียงราวกับกระซิบ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลืนหายไปเมื่อริมฝีปากนั่นค่อยๆสัมผัสกับริมีปากของร่างเล็ก


"เพราะคุณหนูคือทุกสิ่งทุกอย่างของผม"




to be con....

ในที่สุดก็ทำเรื่องที่สมกับเป็นคู่เอกซะทีนะ อคานิชิคุง คาเมะจัง (ซึ้ง 555555555+)
คาดว่าเรื่องนี้ไม่น่าเกินอีกสองตอนก็จะจบแล้วครับ บรมมือกันรัวๆได้ไหมเอ่ย
ติดตามตอนหน้าคร้าบบบบบบบบบบบบ

[SF HBD YUYA] 魔法のメロディ【歌曲 三】

魔法のメロディ

【歌曲 三】



ถึงจะยังรู้สึกมึนๆอยู่เพราะน้ำเมาสีอำพันที่ดื่มต่างน้ำเข้าไปเมื่อวาน แต่ร่างสูงก็ยังพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งเพราะรู้สึกได้ถึงแสงแดดยามเช้าที่สาดลอดผ้าม่านเข้ามา จะพูดให้ถูกตอนนี้มันบ่ายแก่ๆแล้วสินะ ร่างสูงบอกตัวเองในใจหลังจากมองนาฬิกาดิจิตอลที่อยู่บนโต๊ะข้างๆหัวเตียง แต่เป็นเพราะเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนสว่างที่อยู่ใกล้ๆกันนั้นจึงทำให้ร่างสูงเลื่อนสายตาไปยังเจ้าของหัวถุยที่นอนฟุบหน้าอยู่บนเตียงของตัวเอง


รู้สึกว่าเจ้าพ่อมดฝึกหัดตัวน้อยนี่จะชอบทำให้โทโมฮิสะประหลาดใจเสียจริง ถึงจะไม่ใช่การลุกขึ้นมาทำอะไรแปลกๆอย่างเช่นใช้เวทมนต์เสียงดังตึงตัง ตั้งแต่เข้า แต่การอยู่เฝ้าเค้าจนพลอยหลับไปนี่ก็ใช่เรื่องที่โทโมฮิสะคาดคิดซะที่ไหน


โทโมฮิสะเผลอยิ้มออกมากับภาพที่เห็นตรงหน้า ไม่รู้ทำไมใบหน้าใสที่หลับตาพริ้มถึงทำให้เค้ารู้สึกผ่อนคลายมากขนาดนี้ อาจเพราะยังอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่นอย่างคนไร้สติมือใหญ่จึงเอื้อมเข้าไปสัมผัสกลุ่มผมเส้นเล็กนุ่มของคนที่ยังนอนหลับอยู่


"อืม....."


เสียงงัวเงียของคนที่ถูกสัมผัส ครางออกมาอย่างรำคาญเมื่อมีอะไรบางอย่างมายุ่งกับศีรษะของตน


เสียงนั้นคงเรียกสติของโทโมฮิสะให้กลับคืนมา ร่างสูงรีบชักมือของตัวเองกลับทันที และเมื่อไม่มีใครมายุ่งกับตัวเองแล้ว คนตัวเล็กก็พลอยหลับต่อโดยไม่สนใจ


โทโมฮิสะมองมือข้างที่เอื้อมไปลูบหัวเจ้าเด็กประหลาดนั่น พยายามจะไม่คิดฟุ้งซ่านหาเหตุผมที่ตนเอื้อมมือไปลูบเรือนผมของอีกคน แต่ทำอย่างไรตัวเองก็คิดว่ามันไม่ปกติ... แต่จริงๆแล้ว มันก็ไม่ปกติตั้งแต่เด็กคนนี้เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขาแล้ว ....



อันตราย...


อันตรายเกินไปแล้ว...




อันตรายเกินไป กับอาการแปลกๆที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว... ดูเหมือนหน้าอกทางด้านซ้ายจะเต้นเร็วจนรู้สึกปวดหนึบๆอยู่ในอก


"ปล่อยให้นอนต่อไปอีกสักหน่อยแล้วกัน..."


โทโมฮิสะเบือนสายตาออกจากภาพตรงหน้า ก่อนจะพูดกับตัวเองเบาๆ


โทโมฮิสะพยายามสะบัดเรื่องทั้งหมดออกจากหัว พร้อมกับลุกออกจากเตียงนอนของตน โดยไม่สนใจคนที่ยังคงนอนหลับอยู่ที่เดิมก่อนจะหยิบผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายที่ยังคงเหม็นกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ดื่มไปตั้งแต่เมื่อคืน




.....................................................





หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ร่างสูงก็พบว่า เจ้าเด็กเวทมนต์ยังคงเอาแต่นอนหลับอุตุอยู่ที่เดิม แถมยังเพิ่มวงน้ำลายวงใหญ่ไว้ที่ผ้าปูเตียงของเขาอีก เพราะความดีที่ช่วยดูแลเขาทั้งคืนหรอนะ... โทโมฮิสะจึงตอบแทนบุญคุณครั้งนี้โดยการผลักร่างเล็กๆนั่นให้เอนไปทางพื้นจนร่างเล็กหล่นลงไปกระแทกกับพรม


ตุบ!!!


"โอ้ย!!!"


เสียงโอดครวญเล็กๆดังขึ้น ทำให้โทโมฮิสะหัวเราะออกมาเบาๆอย่างพอใจกับผลงานชิ้นนี้


"โอ้ย!! อะไรเนี่ย!?" ยูยะร้องออกมาอย่างโอดครวญถึงร่างจะกระแทกลงไปบนพรมนุ่มๆ แต่มันก็มีเจ็บปวดระบมไปตามตัวเหมือนกัน


"หึๆ"


เสียงหัวเราะน่ารังเกียจที่ดังออกมาทำให้ยูยะหันไปมองทางต้นเสียงนั้น พบผู้ต้องสงสัยชายร่างสูงที่ยืนกอดอกมองเค้าอยู่ข้างๆ


"เจ้าแกล้งข้า"


"ฉันไม่ได้แกล้งนายสักหน่อย แค่เห็นนายทำน้ำลายยืดบนเตีนงของฉัน ฉันก็เลยต้องกำจัดตัวต้นเหตุก็แค่นั้น"


ยูยะขมวดคิ้วไม่พอใจกับท่าทางกวนๆของร่างสูง ถ้ารู้ว่าฤทธิ์น้ำเมาหมดแล้วจะกลับมาเป็นแบบนี้ รู้แบบนี้แล้วเมื่อคืนไม่น่านึกเป็นห่วงซะก็ดี


"เอ๊า...ไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้ว เดี๋ยวจะได้ออกไปกินข้าว.." ถึงโทโมฮิสะจะเอ่ยปากบอกออกไปแบบนั้น แต่ยูยะก็ยังคงนั่งจุมปุกอยู่กับพื้นไม่ยอมขยับไปไหน จะว่ายูยะไม่พอใจกับวิธีการปลุกไร้อารยธรรมของโทโมฮิสะจนไม่ยอมทำตามก็ไม่น่าจะใช่


"นี่"


"ข้าเกลียดการอาบน้ำ"


คำเอ่ยสั้นๆของยูยะทำเอาโทโมฮิสะขมวดคิ้วมองหน้าเจ้าตัวเล็ก คนที่ถูกมองอยู่ได้แต่นั่งกอดอกสะบัดหน้าหนี


"ท่าทางแบบนั้น อย่าบอกนะว่านายจะเบี้ยวไม่ยอมอาบน้ำ?" สายตาของโทโมฮิสะที่มองไปทางยูยะตอนนี้ ราวกับว่ายูยะเป็นแมวสกปรกที่ไม่ชอบเลียขนให้สะอาด


"ข้าเป็นพ่อมดฝึกหัดนะ ไม่จำเป็นต้องเอาน้ำราดตัว ข้าก็สามารถเสกให้ตัวเองสะอาดได้" ยูยะพูดพลางหยิบไม้คฑาที่ตกอยู่ข้างๆตัวเองขึ้นมาแกว่ง แต่ยังเขียนอักษรโน้ตได้ไม่เสร็จ ก็ถูกคนที่ตัวสูงกว่าแย่งไปซะก่อน


"ถ้านายไม่มีเจ้านี้แล้ว นายก็จะทำอะไรเองไม่ได้นะ" ยูยะมองคนตัวสูงกว่าตาโต ก่อนจะรีบกระโจนตัวเข้าไปคว้าไม่คฑาที่อยู่ในมือของอีกคน


"เอาคืนมานะ!!"


ยูยะพยายามจะดึงแขนของโทโมฮิสะที่ชูขึ้นลง เพื่อให้ตัวเองเอื้อมมือไปถึง


"นี่เอามานะ!"


โทโมฮิสะก้มหน้ามองยูยะที่พยายามแย่งไม้คฑาคืนจากตน คิดๆไปแล้วเหมือยผู้ใหญ่กำลังรังแกเด็กอย่างไงไม่รู้ แต่ในเมื่อเค้าจะดัดนิสัยเด็กดื้อก็คงต้องทำแบบนี้ละนะ


"นี่เอาคืนมาสิ!!"


"ถ้าอยากได้คืนลองใช้กำลังของตัวเองเอาคืนไปสิ"


คำยุขอโทโมฮิสะเป็นผล ทำเอายูยะเลือดขึ้นหน้าพยายามคิดหาวิธีเอาชนะอีกคนด้วยกำลังของตัวเองอย่างที่อีกคนว่า ร่างเล็กกระโจนเตัวเข้าไปหา จนคนตัวสูงกว่าหงายหลังลงไปนอนราบอยู่บนเตียงนุ่ม โดยมีเจ้าตัวแสบขึ้นคร่อมร่างสูงไว้


"เฮ้ย!!!"


"เสร็จข้าละ"


เมื่อสบโอกาสร่างเล็กรีบเอื้อมมือไปคว้าไม่คฑาของตัวเองคืนมา แต่ระหว่างที่มือเล็กจะคว้าไม้คฑาได้สำเร็จ ร่างทั้งร่างก็ถูกพลิกตัวให้ลงไปนอนราบอยู่กับเตียงแทน ยูยะเบิกตามองอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าตัวเองนั่นแหละ ที่กำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบ


ร่างสูงยิ้มกรุ้มกริ่มที่เอาชนะเจ้าคนประหลาดนี้ได้ ยิ่งเห็นท่าทางหลุกหลิกของอีกคนแล้วก็นึกขำ ร่างสูงกว่าค่อยๆก้มหน้าลงไปที่ใบหูด้านซ้านของคนตัวเล็ก


"ทีนี่จะทำตามที่ฉันสั่งหรือยัง?"


เสียงทุ้มที่ดังอยู่ข้างหูทำให้ยูยะรู้สึกแปลกๆ เหมือนว่าหัวใจที่เต้นอยู่ในอกมันจะเต้นแรงขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าวเหมือนจะเป็นไข


อาการแบบนี้ยูยะไม่เคยเป็นมาก่อน จึงไม่รู้ว่าคำนิยามของมันคืออะไร...


ยูยะเบือนหน้าหนี พลางพูดอะไรบางอย่างออกมา เสียงอู้อี้ของคนตัวเล็กทำให้โทโมฮิสะต้องก้มตัวลงไปฟัง


"ว่าอย่างไงนะ?"


ท่าทีของอีกคนทำให้หัวใจของยูยะเต้นแรงขึ้นแรงขึ้นจนเจ้าตัวกลัวว่าตัวเองจะหัวใจวายตาย


"ข้าบอกว่าแค่ไปอาบน้ำก็พอใช่ไหม!!"


ยูยะพยายามรวบรวมกำลังของตัวเองทั้งหมดเท่าที่มีผลักอีกคนออก ถึงแรงผลักของยูยะจะไม่สามารถทำให้โทโมฮิสะเซออกได้ แต่เจ้าตัวก็ยอมถอนกำลังลงพลางยันร่างลุกขึ้นยืน ยูยะรีบเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงทันที


"เดี๋ยวฉันจะเตรียมชุดให้ รอแปบนะ" โทโมฮิสะเดินไปเลือกเสื้อผ้าที่อยู่ในตู้ของตนเอง ตอนนี้ก็คงต้องให้เจ้าตัวเล็กนี้ใส่ชุดของตนไปก่อน แล้วค่อยพาไปซื้อชุดเปลี่ยนแล้วกัน


ยูยะที่นั่งดูโทโมฮิสะอยู่บนเตียงได้แต่นึกเจ็บแค้นที่อีกคนช่วงชิงของสำคัญไป แล้วยังมาทำให้หัวใจของตนเต้นแปลกๆอีกต่างหาก


คอยดูนะ ถ้าข้าได้ไม้คฑาคืนมันเมื่อไหร่ ข้าจะสาปเจ้าให้กลายเป็นกบซะเลย


"อะเอาไปแล้วอาบน้ำซะ..." ยูยะรับเสื้อมาก่อนจะวิ่งตุบๆเข้าห้องน้ำไป โทโมฮิสะถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา ตกลงเค้าต้องอยู่กับเจ้าเด็กนี่สิบวันจริงๆนะหรอ โทโมฮิสะก้มลงมองไม้คฑาในมือของตัวเองอีกครั้ง


คงต้องหาที่ซ่อนเจ้านี้สักพักแล้ว.....


หลังจากที่เจ้าตัวเล็กหายเข้าไปในห้องน้ำ โทโมฮิสะก็ตัดสินใจในการเตรียมอาหาร แต่พอเปิดตู้เย็นออกมาแล้วก็พบว่าแทบจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย จะว่าไปแล้ว เค้าก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้านแถมไม่ยอมออกไปไหนมาไหนได้หลายวันแล้วนิ ระหว่างที่กำลังพิจารณาว่าจะออกไปซื้อของมาทำอาหารกินดี หรือจะกินข้าวนอกบ้านไปเลยดี เสียงกุกกักที่ดังออกมาจากทางด้านหลัง ทำให้โทโมฮิสะหันไปมอง ร่างเล็กที่อาบน้ำเสร็จแล้วกำลังตรงมาหาตน


"นี่ๆเจ้า ทำไมน้ำของที่นี่ถึงสามมารถเปิดได้ทั้งร้อนและเย็นละ พอข้าหมุนไปด้านซ้ายก็จะเป็นน้ำร้อน พอหมุนไปด้านขวาก็จะเป็นน้ำเย็น น่าประหลาดจริงๆ ต้องมีเวทมนต์ชั้นสูงเป็นพลังงานอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่..." ยูยะพูดพลางคิดวิเคราะห์ออกมา แต่โทโมฮิสะไม่ได้สนใจฟังไอ่ประโยคข้างต้นนั้นเท่าไหร่ โทโมฮะสะมัวแต่มองสภาพของอีกคนแล้วถึงกับต้องกุมขมับ


เรือนผมนุ่มที่เปียกไปด้วยหยดน้ำ ดูอย่างไรก็รู้ว่าเช็ดผมไม่แห้ง เสื้อผ้าตัวโคร่งที่หลุดลุ่ย กลัดกระดุมไม่ถูกเม็ด แล้วกางเกงที่ปล่อยชายยาวๆแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้หกล้มเพราะไปเหยียบเข้าหรอก


ตุบ


"โอ้ยยยย"


ผิดไปจากที่คิดซะทีไหน....


โทโมฮิสะเดินเข้าไปหายูยะที่ร้องโอครวญกับรอยแดงเล็กๆที่อยู่ตรงข้อศก


"เจ้าเด็กซุ่มซ่าม ทำไมไม่แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนออกมาละ...." ยูยะเหล่ตามองคนที่ต่อว่าตัวเอง


"ก็เพราะเจ้านั่นแหละเอาไม้คฑาของข้าไป ปกติข้าร่ายมนต์แปปเดียว เสื้อผ้าก็เปลี่ยนเป็นชุดใหม่แล้ว นี่อะไรก็ไม่รู้ยุ่งยากจริงๆ ยูยะบ่นออกมา ทำเอาโทโมฮิสะถอนหายใจเบาๆ


ไม่รู้ว่าเค้าต้องถอนหายใจเพราะเจ้าเด็กนี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว.....


"นายมันเด็กจริงๆ หัดพึ่งพาตัวเองซะบ้าง เอาแต่เสกโน้นเสกนี่ เดี๋ยวก็เสียคนทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้หรอก ถ้าสักวันนึงนายเกิดใช้เวทมนต์ไม่ได้ขึ้นมาแล้วนายจะใช้วีวิตอยู่ได้อย่างไงละ" โทโมฮิสะบ่นออกมา


"ข้าเป็นพ่อมดฝึกหัดนะ ไม่มีวันที่ข้าจะใช้เวทมนต์ไม่ได้หรอก"


"แล้วตอนนี้ละนายใช่ได้มั้ย"


" ถ้าคฑายังอยู่ในมือข้าละก็นะ...." ยูยะทำหน้าบูด เพราะตอนนี้ตัวเองไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้อย่างที่โทโมฮิสะบอก


"ถ้าข้าได้เป็นพ่อมดจริงๆ คฑาก็ไม่จำเป็นอีก ข้าไม่มีวันไร้อำนาจมนตราหรอก" โทโมฮิสะมองเด็กที่กำลังเถียงคอเป็นเอ็นโดยใช้สายตาตำหนิ นี่เค้าคิดว่าพูดรู้เรื่องแล้วนะ แต่เจ้าเด็กนี่ก็ช่างเถียงไม่หยุดจริงๆ


"ครับๆ แต่ถ้านายอยากจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างสงบสุข ก็งดการใช้เวทมนต์ประหลาดๆนั้นลงบ้างเถอะ แล้วเริ่มจากเรียนรู้การแต่งตัวไปด้วยก็ดีนะ ดูให้ดีละครั้งหน้าจะได้ทำได้ถูก" โทโมฮิสะพูดพลางเอื้อมมือเข้าไปปลดกระดุมที่กลัดผิดเพื่อกลัดกระดุมให้ใหม่ ส่วนแขนเสื้อกับขากางเกงที่ยาวเกินแขนและขาของยูยะ ก็พับให้เข้าที่


ยูยะได้แต่ก้มหน้าหลับตาปี รู้สึกอาการร้อนผิวแก้มแบบแปลกๆ


"เรียบร้อย "


"ว้าววว"


หลังจากลืมตาตื่น ยูยะตื่นเต้นที่เครื่องแต่งกายของตัวเองออกมาเรียบร้อยแล้ว


"จำได้มั้ยว่าต้องใส่อย่างไง?"


"คิดว่าไม่ค่อยได้เท่าไหร่"


โทโมฮิสะมองอีกคนอย่างเหนื่อยหน่าย


"เรื่องพวกนี้ไม่อยากพูดเลยว่าค่อยๆสอนก็ได้" โทโมฮิสะบ่นกับตัวเองแต่ยูยะก็ยังได้ยินอยู่ดี


"ถ้านายยังเอาแต่พึ่งเวทมนต์อยู่อย่างนี้สักวันนายอาจจะทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ไปตลอดเลยก็ได้นะ แล้วแบบนี้นายจะภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จออกมาจากใจจริงๆงั้นหรอ"


ความภาคภูมิใจที่สามารถทำอะไรได้สำเร็จโดยตัวเอง


ยูยะไม่เข้าใจหรอกว่าโทโมฮิสะหมายถึงความรู้สึกแบบไหน แต่มันก็ฟังดูแข็งแกร่งดีเหมือนกัน....





...........................................................





"ว้าววววว" ดวงตากลมใสเป็นประกายเมื่อเห็นสิ่งที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน


"นี้ๆมันเรียกว่าอย่างไงอะ" ยูยะถามพลางจ้องเจ้าห่อประหลาดนั่นอย่างตื่นเต้น ตั้งแต่เกิดมาก็พึ่งเคยเห็นของกินหน้าตาประหลาดสีสันดูแปลกตาแบบนี้เป็นครั้งแรก


โทโมฮิสะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคุณพ่อที่พาลูกน้อยออกมาเที่ยวข้างนอกบ้านเป็นครั้งแรก เพราะยูยะดูจะตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไปหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่เดินผ่านไปมามากมาย ร้านค้า หรือสิ่งของต่างๆ


"มันก็แค่แฮมเบอร์เกอร์"


อาหารสิ้นคิดของคนที่ไม่รู้ว่าจะทานอะไร เพราะว่ามันถูก และก็สะดวกคนจึงนิยมกินกันก็เท่านั้นแหละ


"มันกินอย่างไง?"


คำถามที่อีกคนถามทำให้โทโมฮิสะเริ่มอยากเห็นเมืองเวทย์มนที่เจ้าตัวเล็กอยู่ว่ามันแตกต่างกับที่นี่อย่างไร แม้แต่ของที่มีทั่วไปก็ยังไม่รู้จัก แม้แต่แฮมเบอร์เกอร์ก็กินไม่เป็นเนี่ยนะ


"ตอนแรกก็แกะห่อกระดาษออกก่อน แล้วก็กัดธรรมดา"


ยูยะมองดูโทโมฮิสะแล้วก็ทำตาม


"อร่อย!!!"


เจ้าตัวเล็กพูดพลางยิ้มออกมา ท่าทีของอีกคนทำให้โทโมฮิสะเผลอหัวเราะออกมาหน่อยๆ หลังจากใช้เวลาไม่นานแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นโตก็หมดลง


"นี่" ในระหว่างที่โทโมฮิสะกำลังดูดโคล่าอยู่นั่นเสียงเจ้าตัวเล็กก็ดังขึ้นมา


"เจ้านี่กินไม่ได้หรอ สีมันน่ากินกว่าไอ่เมื่อกี้ตั้งเยอะ" โทโมฮิสะแถบสำลักโคล่าออกมาเมื่อยูยะเอาแต่จ้องกระดาษห่อแฮมเบอเกอร์


"นายจะบ้าหรอ นี่มันกระดาษนะ เค้าไม่กินกันหรอก แล้วนี่ปากเละแล้ว เช็ดซะบ้างสิ..." ถึงโทโมฮิสะจะตำหนิที่อีกคนทำตัวประหลาดอยากหยิบโน้นหยิบนี่ใส่ปากเหมือนเด็กทารกที่ฟันน้ำนมกำลังขึ้น แต่โทโโมฮิสะก็ยังใจดีเอื้อมมือไปเช็ดปากให้อีกคน


เอ๊ะ.....


ภาพของใครบางคนซ้อนทับขึ้นมา


"ทำไมหรอ?" ยูยะเอียงคอถามเมื่อเห็นอีกคนนิ่งไป


"เปล่า ฉันว่าเรารีบไปซื้อของใช้ส่วนตัวของนายกันเถอะ"


"ก็ข้าบอกแล้วว่าถ้าใช้เวทย์มน์ แปลบเดียวก็ได้ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ"


"ก็ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่า นายอยู่ที่โลกมนุษย์ก็ต้องทำตัวให้เหมือนมนุษย์ธรรมดา แล้วมนุษย์ธรรมดาเค้าไม่ได้แกว่งไม้พิลึกๆนั่นไปมาเหมือนนายด้วย"


ยูยะลอยหน้าลอยตาไปมา ฟังหูทวนลม


ก่อนออกมาโทโมฮิสะเอาไม้คฑาของยูยะไปซ่อนไว้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสละสำคัญอะไรเท่าไหร่สำหรับยูยะ เพราะว่าถึงจะอยู่คนละทีกันแต่ยูยะสามารถเรียกไม้คฑาของตัวเองให้มาอยู่ตรงหน้าได้ตลอดเวลา เอาไว้ตอนโทโมฮิสะเผลอค่อยเรียกไม้คฑากลับมาก็ได้ อีกอย่างตอนนี้ยูยะก็อยากลองใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ธรรมดาในแบบที่โทโมฮิสะบอกดูเหมือนกัน


ระหว่างการซื้อของ ก็เป็นอย่างที่โทโมฮิสะคิด.... ท่าทางตื่นเต้นของยูยะไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนที่พึ่งพาออกมาข้างนอกใหม่ๆ ยูยะหยิบจับทุกอย่างที่ดูแปลกตา จนโทโมฮิสะต้องร้องขอโทษพนักงานที่กำลังเดินเข้ามาเสนอขาย นอกจากนั้นยูยะยังทำท่ายืนเหมือนหุ่นโชว์หน้าร้านเสื้อ หลังจากที่โทโมฮิสะกำลังยืนเลือกเสื้อผ้าให้ยูยะ พลางร้องถามโทโมฮิสะว่า ทำไมมนุษย์คนนี้ถึงไม่ขยับ กว่าจะซื้อของเสร็จก็ทำเอาโทโมฮิสะหอบไปตามๆกัน


"พักที่นี่ก่อนแล้วกัน"


ระหว่างเดินทางกลับที่พัก โทโมฮิสะได้เอ่ยชวนยูยะให้หยุดพักที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีผู้คนเท่าไหร่ ที่นี่บรรยากาศร่มรื่น และเงียบสงบ โทโมฮิสะหยุดนั่งอยู่ตรงม้านั่งตรงข้ามลานน้ำพุที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นพุดๆ หายๆเป็นที่ตื่นตาให้เจ้าตัวเล็กวิ่งเข้าไปดู


ยูยะกระโดดตัวหลบน้ำที่จู่ก็พุ่งขึ้นมา โดนละอองน้ำบ้าง หลบได้บ้าง พลางหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน ภาพตรงหน้าทำเอาโทโมฮิสะ หัวเราะออกมาเบาๆ


ทั้งๆที่ไม่ชอบอาบน้ำแท้ๆ แต่พอเห็นน้ำพุก็เข้าไปเล่นเหมือนเด็กๆเลยสินะ


ภาพของยูยะ สะกดสายตาของโทโมฮิสะได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น เมื่อเห็นบรรยากาศเก่าๆ สถานที่คุ้นเคยเรื่องบางเรื่องมันก็แทรกเข้ามาอยู่ในหัว ร่างบางของใครบางคนในความทรงจำกำลังยืนเล่นไวโอลินอยู่ตรงกลางลานน้ำพุที่ไม่มีน้ำพุ่งขึ้นมา เสียงเพลงที่พลิ้วไหวล่องไปตามสายลม และภาพที่ชวนให้หลงใหล กำลังพาสติของเค้าให้หลุดลอย


"นี่!!!"


โทโมฮิสะหลุดออจากภวังค์พลางเงยหน้าขึ้นมามองคนที่อยู่ตรงหน้า


"เป็นอะไร เรียกแล้วไม่ตอบ..." ยูยะถามออกมา


จริงๆคนตัวเล็กเรียกโทโมฮิสะนานแล้ว แต่เจ้าตัวกับนั่งนิ่งไม่ยอมตอบจนยูยะต้องเดินเข้ามาหา


ถึงจะเป็นความทรงจำที่งดงาม แต่เมื่อสัมผัสได้ว่ามันเป็นแค่อดีต ความน่าหลงใหลของมันก็กลับมาทำร้ายตัวเองในปัจจุบัน


"กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยนะ"


ถึงโทโมฮิสะจะแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไร แต่ยูยะก็สัมผัสได้จากทางสีหน้าว่าอีกคนกำลังไม่มีความสุข เค้าจะสามารถทำอะไรได้บ้างนะ....


"นี่เล่นเพลงอะไรให้ฟังหน่อยสิ...."


ยูยะพูดพลางทำท่าดีดเปียโนกลางอากาศเรียนแบบท่าของโทโมฮิสะที่ตัวเองเคยเห็นมาก่อน


"หมายถึงเล่นเปียโนอะนะ"


ยูยะพยักหน้า ดีดนิ้วไปมาพลางขยับตัวราวกับเต้นรำอยู่ ถึงจะไม่ได้ยินเสียงอะไร แต่ท่าทางของยูยะเหมือนกับได้ยินเสียงเพลงที่สนุกสนาน


"ไม่มีเปียโน เล่นไม่ได้หรอก"


"มนุษย์นี้จินตนาการต่ำจริงๆ" ยูยะหรี่ตามองอีกคนพลางยิ้มเยอะ เมื่อพูดถึงขนาดนั้นแล้ว โทโมฮิสะจะไม่บ้าจี้ทำตามได้อย่างไร


โทโมฮิสะค่อยๆหลับตา พลางยื่นมือออกไปตรงหน้าราวกับวางมันลงบนแป้นเปียโน ถึงแม้เมื่อกดผ่านอากาศลงไปแล้วจะไม่ได้ยินเสียใดๆออกมา แต่โทโมฮิสะก็จินตนาการถึงเสียงที่ตัวเองกำลังบรรเลงอยู่ เขารู้สึกถึงมันได้ราวกับเสียงเพลงค่อยๆดังขึ้น..... ดังขึ้น....


!!!!


เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แค่จินตนาการถึงเสียงเพลง แต่มันกำลังมีเสียงบรรเลงอยู่จริงๆ โทโมฮิสะถึงกับลืมตาขึ้นมาดู เจ้าตัวยุ่งกำลังกวัดแกว่งไม่คฑาเป็นรูปตัวโน้ตจนเกิดแสงสีต่างๆพร้อมกับเสียงดนตรี ถึงแม้จะมองอีกคนอย่างคาดโทษที่ใช้เวทมนต์ในที่สาธารณะ และไม่รู้ว่าอีกคนไปเอาไม้คฑาคืนมาตอนไหนทั้งๆที่โทโมฮิสะซ่อนมันดีแล้ว แต่ท่าทางกำลังสนุกของเจ้าตัวเล็กก็ทำให้โทโมฮิสะยอมอ่อนให้


จะยกเว้นให้ครั้งนึงแล้วกัน.......


โทโมฮิสะยังคงบรรเลงเปียโนอากาศที่ถูกเวทมนต์สร้างให้มีเสียง แสงรูปตัวโน้ตที่ออกมาเป็นสีต่างวนเวียนรอบตัวยูยะทำให้เป็นภาพที่น่าดู


ยูยะรอบมองอีกคนแล้วถึงกับยิ้มไม่หุบ ดูเหมือนเวทมนต์ของเค้าจะทำให้โทโมฮิสะหายเศร้าได้บ้างสินะ..........





つづく ...


รู้สึกว่าเรื่องนี้จะแต่ง HBD ยูยะ ปี 2011 แต่ตอนนี้ก็จะหมดปี 2015 แล้ว
นี่รีบปั่นมา HBD น้องปีนี้เลยนะเนี่ย มาลุ้นกัน ว่าเรื่องนี้จะจบลงเมื่อไหร่
แอบลืมพล๊อตเรื่องที่คิดไว้ ถ้าอ่านแล้วแปลกๆไปขอโทษนะครับ

SAKURA Yakuza 21

Title : SAKURA Yakuza
Paring : Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya
Yamashita Tomohisa X Tegoshi Yuya
Author : Miharu_mimi
Chapter 21

"เข้ามาข้างในก่อนสิ ถึงแถวนี้จะไม่มีคน แต่จะให้ยืนคุยกันอยู่ตรงนี้คงจะไม่ดีแน่..."
ฮิโรโตะพูดด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนจะเชื้อเชิญให้จินเข้าไปในบ้าน จินไม่ได้พูดอะไรแค่เดินตามฮิโรโตะเข้าไปในห้อง
ห้องพักแคบๆ โกโรโกโส แค่หกเสื่อแบบนี้ ไม่น่าใช่ที่พักของ อคานิชิ ฮิโรโตะ และจินก็แน่ใจขึ้นว่าฮิโรโตะแค่มาดักรอจินที่นี่ก่อนจริงๆ เมื่อจินเห็นว่าคนที่น่าจะใช่เจ้าของห้องนอนอยู่บนฟูด้วยร่างกายที่ผอมแห้ง และสายตาที่เลื่อนลอย ราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ
"อีกไม่นานหมอนั่นก็คงจะตาย"
ฮิโรโตะพูดพลางหยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาจุด เมื่อเห็นว่าจินกำลังมองอะไรอยู่
"เพราะเสพยาเกินขนาด?"
ฮิโรโตะเหลือบตามองดูผู้ชายที่เป็นหัวข้อสนทนา พลางสูบเอาควันบุหรี่เข้าปอด
"ก็ตามนั้น"
"คุณอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดใช่ไหม...."
"ทั้งหมดที่นายว่าคือเรื่องอะไรบ้างละ ส่งคนไปป่วนแต่ละพรรค แอบค้ายา หรือ ลักพาตัวคุณหนูเล็กของพรรคซากุระ...." คำพูดของฮิโรโตะทำให้จินหน้าตึงขึ้นมา ผู้ชายคนนี้อยู่เบื้องหลังเรื่องทุกอย่างโดยไม่ต้องสงสัย ข้อมูลที่ทักกี้ได้มาจากเคตะเป็นเรื่องจริงสินะ
"สิ่งที่คุณทำผู้ชายคนนั้นรู้หรือเปล่า"
"ผู้ชายคนนั้น... หมายถึงพ่อของนายนะหรอ.... ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้หมอนั่นคงใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอย่างมีความสุข ไม่รับรู้หรอกว่าที่ญี่ปุ่นเกิดอะไรขึ้นบ้าง และฉันก็ออกมาจากพรรคโซริวได้หลายปีแล้ว..... อย่างที่เห็น ฉันได้แอบสร้างพรรคของตัวเองขึ้นมาอย่างลับๆ.... "
"คุณให้คนของพรรคตัวเองปลอมตัวเข้าแทรกแซงพรรคอื่นๆเพื่อใช้ให้เกิดปัญหา และเอนเอียงมาเข้าพรรคคุณสินะ"
"เดาได้ถูกต้องแล้วละ....ฉันดีใจที่ฮิเดอากิเลี้ยงนายให้เป็นเด็กฉลาด ถึงมันจะไม่กี่ปี แต่ตอนนี้พรรคของฉันก็มีอำนาจจนจะเทียบเท่า พรรคโซริว และ พรรคซากุระได้แล้ว และมันจะดีไม่น้อยถ้านายจะกลับมาอยู่กับฉัน.... ว่าไงหลานชาย ยังไงสายเลือดเดียวกันก็ดีกว่าอยู่แล้ว ฉันมาที่นี่เพื่อมารับตัวนายกลับไปเลยนะ"






"เบื่อ..."
เสียงบ่นอีดออดดังออกมาจากร่างบางที่นั่งดูโทรทัศน์ได้นานพอสมควรแล้ว
ถึงที่นี่จะมีโทรทัศน์ ของกิน ของใช้อำนวยความสะดวกมากมาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาอยากอยู่สักนิด
"ขอออกไปเดินเล่นหน่อยได้ไหมนากามารุ" ร่างบางหันไปบอกคนที่น่าจะเบื่อไม่แพ้เขา เพราะวันๆต้องมาคอยนั่งเฝ้าเขาเอาไว้
"คุณคงมีแผนคิดจะหนีใช้ไหมครับ คุณหนูคาเมนาชิ....... ถ้าแบบนั้นผมคงยอมปล่อยคุณไปไม่ได้หรอก"
คาเมะย่นจมูกอย่างขัดใจ เขาไม่ได้คิดจะหนีสักหน่อย ตั้งแต่เช้ามา เขากับพวกเด็กๆถูกแยกกันให้อยู่คนละที โดยให้นากามารุ ยูอิจิ ดูเขาไว้ และให้ลูกน้องอีกสองคนดูแล ยูโตะ กับ ยูมิ

ถ้าคาเมะต้องการจะหนีเขาต้องคิดหาวิธีใหม่ที่มันเข้าท่ากว่าการแอบหนีออกไปเองเหมือนคราวก่อน

"นี่นากามารุ"
"อะไรอีกละครับ"
"ที่จริงแล้วนายก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แถมฉันก็เข้าใจถึงความจำเป็นของนายนะ ที่ทำไปเพื่อความอยู่รอดของพรรค แต่นายไม่คิดหรอว่าตอนนี้นายกำลังช่วยคนไม่ดีอยู่" คำพูดของคาเมะทำให้สีหน้าของยูอิจิเปลี่ยนไปเล็กน้อยด้วยความสับสน
"คนไม่ดี?"
"ใช่ แทนที่นายจะมาอยู่ข้างฝ่ายที่เป็นตัวร้ายแบบนี้ ทำไมนายไม่มาร่วมมือกับฉัน ช่วยฉันกับเด็กๆให้ออกไปจากที่นี่แทนละ หลังจากนั้นฉันจะช่วยพูดกับทากิซาว่าซังให้พรรคของนายเป็นพรรคพันธมิตรกับพรรคซากุระไง คิดว่าทากิซาว่าซังคงไม่ปล่อยคนที่ช่วยฉันให้ต้องตกระกรรมลำบากหรอกใช่ไหม?"

สิ่งที่คาเมะพูดมาก็ฟังดูเข้าท่าดี

"ว่าไงนากามารุุ"
"ผมว่ามันก็ฟังดูเข้าท่าดีถ้าพวกเรามีแผนสำหรับการหนีออกไปโดยไม่ให้ใครจับได้ แต่สถาณการ์ตอนนี้ดูอย่างไงผมก็มองว่ามันยากอยู่ดี ถึงจะบอกว่ามาทำงานให้ แต่ผมก็ไม่รู้ถึงระบบต่างๆดีพอ"
"ถ้าพวกเราช่วยกันคิดไม่แน่.........."

"คุณทำให้ผมแปลกใจนะครับ ที่กำลังชักชวนคนของผมอยู่ คุณหนูเล็กของพรรคซากุระ" นำเสียงทุ่มต่ำดูเย็นชาที่คาเมะคุ้นเคยดังขึ้น

"นะ...นะ..นายท่าน...."
คนที่ดูจะกลัวจนเก็บสีหน้าและน้ำเสียงไม่อยู่คือนากามารุ ยูอิจิ

"ถ้าผมมาช้ากว่านี้อีกสักหน่อย คุณหนูคงจะชักจูงคนของผมได้สำเร็จแล้วสินะ...อย่างว่า พวกที่จ้างมามันจะมีความจงรักภักดีแค่ไหนกัน..." ฮิโรโตะปลายตาไปมองยูอิจิที่เอาแต่ก้มหัวตัวสั่น
"หมอนั่นยังไม่ได้ตอบตกลงจะร่วมมือกับฉัน ก็หมายถึงยังไม่ได้ทรยศนายหรอกนะ" คาเมะตระหนักได้ดีเพราะคำพูดชักชวนไม่ระวังหน้าระวังหลังของเขากำลังทำให้ยูอิจิเดือดร้อน ทั้งๆที่คิดได้แท้ๆว่ายูอิจิก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร
"ผมไม่สนใจหมากตัวเล็กๆที่จะเขี่ยทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้อยางหมอนี้หรอกนะ เพราะผมตั้งใจจะเปลี่ยนคนที่ดูแลคุณหนูอยู่พอดี.... เข้ามาสิ ฮิโตชิ"
คาเมะรู้สึกเจ็บใจที่จะต้องเริ่มต้นคิดหาวิธีใหม่ เพราะไม่รู้ว่าคนที่จะดูแลเขาคราวนี้จะสามารถพูดคุยได้เหมือนยูอิจิไหม แต่ทั้งๆที่เป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคย เพียงแค่เห็นใบหน้าคาเมะถึงกับตะลึงมองอย่างไม่เชื่อสายตา

"อคานิชิคุง!!"

"ถ้าแนะนำว่า อคานิชิ จิน น่าจะง่ายกว่าสินะครับ"
ฮิโรโตะลอบยิ้มออกมาตรงมุมปากเมื่อเห็นภาพคาเมะที่กำลังจ้องมองไปทางจินอย่างตกตะลึง
ดวงตาของจินถึงจะกำลังจ้องมองไปทางคาเมะอยู่ แต่มันกลับดูว่างเปล่าเสียจนไม่รู้ว่าเจ้าของสายตาคู่นั่นกำลังคิดอะไร หรือกำลังรู้สึกอย่างไร


มันเกิดอะไรขึ้น???


"เอาละ ผมคงไม่รบกวนคุณหนูแล้ว คิดว่าคุณหนูคงมีเรื่องที่อยากถามหลานชายของผมเยอะแยะ เชิญทั้งสองคุยกันตามสบายก็แล้วกัน ส่วนนาย นากามารุ ตามฉันมา" ฮิโรโตะบอกก่อนจะออกจากห้องไป คาเมะมองจิน เหมือนรอให้อีกคนอธิบายว่าเกินอะไรขึ้น แต่ จินก็ยังเป็นจิน ที่ไม่เคยพูดอะไรออกมาก่อน ถึงจะถามก็คงเดาไม่ออกว่าจะตอบหรือไม่ตอบ
"อคานิชิคุง นี้มันเรื่องอะไรทำไมคุณถึงมากับเจ้าหมอนั่นได้..."
"....."
จินไม่ตอบคำถาม ร่างสูงเพียงกวาดสายตามองรอบๆห้องเท่านั่น
"อคานิชิคุง.....อคานิชิคุง....."

"อคานิชิ จิน!!!"

แม้คาเมะจะเรียกเท่าไหร่จินก็ไม่ยอมสนใจ จินเพียงกวาดสายตาไปมองทางอื่น ทำเหมือนกับในห้องนี้ไม่มีคาเมะอยู่ จนคาเมะทนไม่ไหวจำต้องตะโกนเรียกชื่ออีกคนออกมาดังๆทำให้จินหันมามองดูคาเมะ ที่ตัวสั่นเทาเพราะพยายามร้องออกไปจนสุดเสียงเพียงเพื่อให้จินหันมาสนใจตน
"ตกลงแล้วคุณเป็นใครกันแน่....... คุณใช่อคานิชิ จิน ที่ผมรู้จักไหม.... คุณมาเพื่อช่วยผม หรือคุณเป็นคนของเจ้าหมอนั่นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว.... ตลอดมาคุณหลอกทากิซาว่าซัง หลอกยามาชิตะคุง หลอกทุกคนในพรรค และหลอกผมมาตลอดอย่างนั้นหรอ....." คาเมะคาดคั้นเอาคำตอบจากจิน ถึงสายตาของจินจะไม่เฉยชาเหมือนตอนที่พึ่งเข้ามาครั้งแรก แต่จินก็ยังคงไม่พูดอะไร
"ตอบผมมาสิอคานิชิคุง!!"
เขาจะทำอย่างไรดี ถึงในใจจะเชื่อว่าตลอดมาจินไม่ได้หลอกตัวเองและทุกคนในพรรค แต่จินกลับไม่พูดอะไรออกมาเลย...... จะแก้ตัว จะอธิบายอะไรก็ได้ให้เขาเชื่อ
คาเมะพร้อมจะเชื่อคำพูดทุกอย่างของจินอยู่แล้ว
"อคานิชิคุง!!!"
"ผมไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น.....”
คำแรกที่จินพูดออกมาคือ บอกว่าไม่มีอะไรจะพูดงั้นหรอ
คาเมะพยายามมองหน้าจินเพื่อจะคาดคั้นเอาคำตอบจนจินต้องเบือนหน้าหนี
“ผมขอตัวไปทำธุระก่อน เดี๋ยวผมจะกลับมา" จินเพียงหันหลังเดินออกจากห้องไป ไม่พยายามพูดหรือตอบคำถามจากอีกคน







จินถอนหายใจเบาๆหลังจากออกมาจากห้องเรียบร้อยแล้ว
"ฉันแปลกใจที่เห็นนายอยู่ที่นี่"
จินเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่พูด... นากามารุ ยูอิจิ คนที่ก่อนหน้านี่มีหน้าทีดูแลคุณหนูเล็กของพรรคซากุระ ก่อนที่จะถูกปลดต่ำแหน่งให้เป็นหน้าที่ของจินแทน
"ฉันนึกว่านายเป็นคนของพรรคซากุระซะอีก ที่จริงนายก็เป็นคนของเจ้าหมาจิ้งจอกนั่น..." ยูอิจิพูดขึ้น ตอนนี้หน้าที่ใหม่ที่ยูอิจิได้รับมีเพียงเฝ้าประตู และห้ามสนทนากับคุณหนูเล็กของพรรคซากุระอีก
"เรื่องในตอนนั้น ฉันคิดว่านายเป็นห่วงคุณหนูคาเมนาชิจริงๆซะอีก " ยูอิจิจำได้ดี ก่อนหน้านี้ที่เขาลักพาตัวคุณหนูเล็กของพรรคซากุระไป หลังจากที่คาเมะหนีออกไปได้แล้ว ก็มีจินกับผู้ชายอีกคนที่น่าจะเป็นมือซ้ายของหัวหน้าพรรคซากุระเนี่ยแหละที่มาข่มขู่ไม่ให้เขาทำแบบนี้อีก ใบหน้าจินตอนนั้นถึงจะเฉยชาเหมือนตอนนี้ แต่ข้างในดวงตากับจ้องเขาราวกับว่าถ้าหักกระดูกเขาได้ก็คงทำไปแล้ว
"แล้วแต่นายจะคิด"
"ถ้าเป็นแบบนั้นจริงนายก็เล่นละครได้เนียนมาก....ทำเป็นห่วงใย แต่สุดท้ายก็ทรยศ..." ยูอิจิพูดขึ้นมาลอยๆอีกครั้ง
จินหันกลับมามอง ทำเอายูอิจิถึงกับสะดุ้ง นี่เขาไปสะกิดต่อโมโหของน้ำแข็งเดินได้หรือเปล่า ......แต่ก็เปล่า จินไม่ได้มีท่าทีโมโหอะไร
"ฝากดูคุณหนูเล็กด้วยเดี๋ยวฉันมา"

จินเดินไปตามทางที่มั่นใจว่าคนๆนั้นต้องอยู่ และก็เป็นอย่างที่จินคิด ชายร่างสูงที่พาเขามาที่นี่นั่งอยู่บนพนักพิงหลังใหญ่กลางห้อง ทำตัวราวกับตัวเองเป็นราชันย์ ข้างกายมีหญิงสาววัยกลางคนที่ยังคงความงดงามไว้อยู่ แต่ด้วยแววตาที่เกรี้ยวกราดทำให้ดูไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่นัก
"ตามสัญญา คุณหนูน้อยคาเมนาชิ เป็นของนาย..." ฮิโรชิร้องออกมาเมื่อเห็นจินเดินเข้ามาในห้อง
"แล้วยูโตะ กับยูมิละ..."
จินเอ่ยถามถึงเด็กอีกสองคนที่ถูกจับมาพร้อมกัน เขาได้ยินเสียงไม่พอใจดังออกมาจากหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆอาของตัวเอง
"หึ"
"ฉันทำตามที่สัญญาหน่า สองคนนั้นปลอดภัยดี หลังจากนี้จะแวะไปหาก็ได้" จินพยักหน้าเข้าใจ
"จากนี้ไปนายต้องมาช่วยงานฉันตามที่ตกลงกันเอาไว้"
"เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปดูเด็กทั้งสองก่อน ถ้ามีอะไรจะให้ผมทำก็ให้คนไปตามผมแล้วกัน" จินเดินจากห้องไปหลังจากที่เอ่ยปากของตัว

"คนของเราก็มีตั้งเยอะแยะ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณต้องการเด็กคนนี้มากนัก" ยูริโกะ หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างก่ยฮิโรโตะเอ่ยขึ้น
"หมอนั่นเป็นหลานชายแท้ๆของฉัน หมอนั่นทั้งเก่ง และก็ฉลาด อย่างไงเอามาไว้ข้างตัว ดีกว่าปล่อยให้เจ้าฮิเดอากิดูแล"
"ไอ่สายเลือดจางๆที่พร้อมจะทรยศคุณได้ตลอดเวลาแบบนั้นนะหรอ ฉันไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นอะไรเลย เจ้าตัวคงคิดว่าตัวเองเป็นคนของพรรคซากุระมากกว่าเป็นหลานของคุณซะอีก"
“เดี๋ยวหมอนั่นก็จะรู้ตัวเอง ว่าสมควรจะอยู่ข้างใคร”
“แต่ฉันก็ยังไม่วางใจอยู่ดี”
"เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้จับเด็กพวกนั้นมาอย่างไงละ ขอแค่มีเด็กคนนั้น ฮิโตชิ ไม่มีวันทรยศฉันแน่ และถ้าหมอนั่นคิดแบบนั้นจริงจะกำจัดทิ้งที่หลังก็ยังไม่สาย"
เหตุผลที่ฮิโรโตะจับคาเมะมาเพราะรู้ว่าคาเมะสำคัญกับจินอย่างไง ถ้าเขามีเด็กนั้นอย่างไงจินก็จะทำตามเขนแน่นอน และถึงฮิโรโตะอยากจะได้จินมาคอยเป็นมือขวาของเขามาเพียงใด แต่ฮิโรโตะก็ไม่ได้ประมาท ฮิโรโตะโทรศัพย์มือถือของจินเพื่อไม่ให้ติดต่อกับคนของพรรคซากุระได้ ติดทั้งกล้องวงจรปิด และเครื่องดักฟังไว้ที่ห้องของจิน และ คาเมะ เพื่อจะได้คอยตรวจสอบทั้งสองคน
"แล้วแต่คุณ แต่เด็กสองคนนั้นอย่างไงก็ต้องกำจัดทิ้ง"
ยูริโกะย้ำเรื่องที่เคยตกลงกันไว้ ไม่ใช่แค่ฮิโรโตะเท่านั้นที่อัมหิต สามารถฆ่าหลานตัวเองได้ ถ้าเกิดอีกคนเป็นตัวขัดแข่งขัดขา แม้แต่หญิงคนนี้ก็เช่นกัน
"คุณนี่มันนางมารร้ายจริงๆ แม้แต่ลูกของ......."
"หยุดพูดถึงจุดด่างพร้อยในชีวิตฉันได้แล้ว ชีวิตฉันกำลังจะดีขึ้น ไอ่แก่นั้นกำลังจะตาย!! สมบัติทุกอย่างกำลังจะเป็นของฉัน จนพวกมันเข้ามาเท่านั้นแหละ ชีวิตฉันกำลังจะพลังลงอีกครั้ง พวกมันเป็นเหมือนหอกที่คอยทิ้มแทงความสุขของฉัน!!"
ฮิโรโตะยิ้มออกเหมือนเห็นว่าอีกคนหัวเสียกับเรื่องที่ตัวเองกำลังจะเสียผลประโยชน์

เพราะเป็นหญิงสาวโลภมาก โหยหาแต่ความสุขของตัวเองแบบนี้ไงฮิโรตะถึงใช้งานเธอได้…


"รอไปก่อน ถ้าทำอะไรตอนนี้ ฮิโตชิจะไหวตัวได้ทัน"
"อย่าให้ช้านักละ”

ทั้งสองหันมามองหน้ากันอยู่รู้ความนัยว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น...





To Be CON….

จากตอนล่าสุดที่ลงครั้งก่อน หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
ตอนต่อไปเมื่อไหร่ดี

ติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ
ข้อมูลส่วนตัว

miharu_mimi

Author:miharu_mimi
千葉涼平~手越祐也~~ 大好き

ข้อความบันทึกล่าสุด
ความคิดเห็นล่าสุด
Trackbacks ล่าสุด
รายเดือน
หมวดหมู่
ค้นหา
RSS
ลิ้ง